Mission Impossible 4: Ghost Protocol (2011)

หมวดหมู่ MOVIE ผู้เขียน

William Brandt สายลับไอเอ็มเอฟฝีมือดี ถูกรัฐมนตรีกลาโหมส่งไปที่โครเอเชีย เพื่อทำหน้าที่หัวหน้าหน่วยคุ้มกันการฮันนี้มูนของจูเลียและอีธานแบบลับสุดยอด ต่อมาแบรนท์ได้รับข่าวว่านักฆ่าชาวเซอร์เบียกลุ่มนึงจะมาสังหารอีธานและจูเลีย แต่แบรนท์บอกอีธานไม่ได้ เพราะมีคำสั่งจากรัฐมนตรีกลาโหมว่าห้ามเปิดเผยตัวกับอีธานเด็ดขาด จนกระทั่งแบรนท์ได้ข่าวว่าจูเลียหายตัวไป และมีคนพบชิ้นส่วนศพเธอในอีก 3 วันต่อมา แบรนท์รู้สึกผิดมากที่ไม่ได้เตือนอีธานในเรื่องนี้ แบรนท์จึงเลิกทำงานภาคสนามตั้งแต่นั้น และมาเป็นนักวิเคราะห์แทน

วิลเลี่ยม แบรนท์ สายลับมือดีของไอเอ็มเอฟ

แต่ความจริงแล้ว อีธานจัดฉากอีกชั้นนึง เพราะอีธานไปช่วยจูเลียได้ทันเวลา อีธานและรัฐมนตรีกลาโหมนั้นจัดฉากว่า จูเลียตายไปด้วยฝีมือนักฆ่าชาวเซอร์เบียหกคนนี้ และอีธานก็สังหารทั้งหกคนแก้แค้นให้จูเลียเป็นการบังหน้า

ไอเอ็มเอฟแสร้งว่าปฏิเสธความรับผิดชอบในการกระทำของอีธาน อีธานจึงถูกไปจับขังอยู่ในคุกแรงโคตั้งแต่ตอนนั้น ส่วนจูเลียก็ได้ประวัติใหม่ และทำงานเป็นนางพยาบาลอยู่ที่ซีแอทเทิล ซึ่งเรื่องนี้มีผู้รู้แค่สองคน คือรัฐมนตรีกลาโหมและอีธาน

เพราะรัฐมนตรีกลาโหมต้องการให้อีธานไปสืบข่าวของ เคิร์ต เฮนดริกส์ ในคุกแรงโค และวันใดวันนึง จะมีเพลง Ain’t That A Kick In The Head ของ Dean Martin ดังขึ้นไปทั่วคุก ซึ่งนั่นเป็นสัญญาณบอกอีธานว่า ถึงเวลาต้องแหกคุกตามแผนแล้ว

เพลง Ain’t That A Kick In The Head ของ Dean Martin

 

Trevor Hanaway (เทรเวอร์ ฮันนาเวย์) สายลับฝีมือดีของไอเอ็มเอฟ ได้นำทีมปฏิบัติภารกิจช่วงชิงรหัสปล่อยนิวเคลียร์มาจาก มาเรค สเตฟานสกี้ที่สถานีรถไฟเมืองบูดาเบส ซึ่งในทีมมี 3 คน คือ ฮันโนเวย์ และเบนจี้ จนท.ด้านไอทีที่สอบผ่านภาคสนามมาได้ อีกคนก็คือแฟนสาวของฮันนาเวย์ที่ชื่อ Jane Carter (เจน คาร์เตอร์)

ภารกิจช่วงชิงรหัสปล่อยนิวเคลียร์นี้เหมือนจะง่ายดาย ฮันโนเวย์ช่วงชิงมาได้แบบสบาย แต่แล้วก็มีทีมลึกลับอีกทีมที่จะมาช่วงชิงรหัสปล่อยนิวเคลียร์นี้เช่นกัน และฮันนาเวย์ก็พลาดท่าถูกนักฆ่าสาวที่ชื่อ Sabine Moreau สังหารและช่วงชิงรหัสปล่อยนิวเคลียร์ไป

ซาบิน มัวโรว์

 

เจนแฟนสาวของฮันนาเวย์ตามมาช่วยไม่ทัน เจนเห็นแต่เพียงหน้าของมัวโรว์ที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอสมาร์ทโฟน ซึ่งถ่ายทอดผ่านเลนส์พิเศษในดวงตาของฮันนาเวย์ก่อนตาย

ฮันนาเวย์ร่ำลาเจนแฟนสาวเป็นครั้งสุดท้าย

 

ปี 2011 อีธาน ฮันท์ อายุ 47 ปี  ที่คุกแรงโค เจนและเบนจี้จึงได้รับภารกิจด่วนจากรัฐมนตรีกลาโหม ให้ไปช่วยอีธานแหกคุกแรงโค ซึ่งอีธานนั้นแฝงตัวเข้าไปเป็นนักโทษอยู่ในคุกที่นี่ โดยที่เบนจี้แฮคระบบรักษาความปลอดภัยของคุกทั้งหมด ก่อนที่เบนจี้จะเปิดเพลง Ain’t That A Kick In The Head ของ Dean Martin ดังไปทั่วคุก ซึ่งเพลงนี้คือรหัสบอกอีธานว่าถึงเวลาแหกคุกตามจุดนัดพบแล้ว

และที่จุดนัดพบนั้น เจนก็กำลังรอระเบิดพื้นอุโมงค์เพื่อพาอีธานหลบหนี โดยอีธานมีเวลามาที่จุดนัดพบจนถึงเพลงจบเท่านั้น อีธานพาเพื่อนในคุกซึ่งเป็นสายข่าวออกมาด้วยอีกหนึ่งคน นั่นก็คือ บอร์กเด้น และทั้งสองก็แหกคุกรัสเซียออกมาสำเร็จ ก่อนที่อีธานและบอร์กเด้นจะแยกทางกัน

บอร์กเด้นและเซอเก้ ซึ่งเซอเก้คือนามแฝงของอีธาน

 

อีธานถามเจนและเบนจี้ว่า เหตุใดรัฐมนตรีกลาโหมจึงนำตัวอีธานออกมาจากคุก แสดงว่าต้องมีเรื่องร้ายแรงแน่นอน เจนจึงแจ้งให้อีธานทราบว่า ภารกิจของทีมตนล้มเหลว หัวหน้าทีมก็ถูกสังหาร และภารกิจนั้นคือการช่วงชิงรหัสปล่อยนิวเคลียร์

อีธานจึงได้รับภารกิจใหม่ ให้ไปนำไฟล์ของรหัสโคลบอลท์ออกมาจากวังเครมลินในกรุงมอสโคประเทศรัสเซีย ซึ่งอีธานยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโคลบอลล์คืออะไร ทั้งสามจึงเดินทางไปวังเครมลินในรัสเซีย

ที่วังเครมลิน รัสเซีย เจนนั้นดูสถานการณ์อยู่ภายนอกในฐานะนักท่องเที่ยว ส่วนเบนจี้และอีธานก็ปลอมตัวเป็นนายทหารรัสเซียลอบเข้าไปในวังเครมลิน จนกระทั่งทั้งสองถึงห้องนิรภัยที่เก็บไฟล์ของรหัสโคลบอลท์อยู่ แต่อีธานกลับพบเพียงแฟ้มว่างเปล่า อีธานจึงรู้ว่าบัดนี้ทีมตนเองโดนแผนซ้อนแผนซะแล้ว

อีธานและเบนจี้ปลอมตัวเป็นนายทหารรัสเซีย

 

อีธานจึงสั่งลูกทีมทุกคนถอนตัวทันที ระหว่างทางขณะถอนกำลัง อีธานก็เดินสวนกับ Kurt Hendricks (เคิร์ท เฮนดริก) ซึ่งอีธานก็คุ้นหน้า แต่ไม่ทันเฉลียวใจเพราะกำลังหนีอยู่ ซึ่งอีธานก็จดจำใบหน้าเฮนดริกได้เป็นอย่างดี และเฮนดริกส์ก็วางระเบิดทั่ววังเครมลินไว้ เพื่อกลบเกลื่อนร่องรอย

อีธานวิ่งหนีออกมาจากวังเครมลินได้ไม่ไกล วังเครมลินก็ระเบิด และอีธานก็โดนแรงระเบิดซัดจนสลบไป อีธานรู้สึกตัวขึ้นมาอีกทีก็อยู่ในโรงพยาบาล พร้อมด้วยการโดนจับใส่กุญแจมือล่ามไว้กับเตียงคนไข้

Anatoly Sidorov (อนาโตลี ซีดอรอฟ) ตำรวจนักสืบรัสเซียก็พยายามสอบสวนอีธาน แต่นางพยาบาลก็มาห้ามไว้เพราะไม่อยากให้ตำรวจมารบกวนคนไข้ ซึ่งอีธานก็นำคลิปหนีบกระดาษบนแฟ้มนางพยาบาลคนนั้นไขกุญแจมือ และหนีนักสืบอนาโตลี่ไปได้

อนาโตลี ซีดอรอฟ

 

ที่กลางเมืองมอสโค รัสเซีย อีธานติดต่อไปทางสำนักงานใหญ่ไอเอ็มเอฟในแลงลีย์ เพื่อขอความช่วยเหลือถอนตัวจากพื้นที่อันตรายทันที รถช่วยเหลือมารับตัวอีธานในจุดนัดพบ

แต่ภายในรถกลับมีรัฐมนตรีกลาโหมและนักวิเคราะห์อยู่ในรถคันนี้ด้วย ซึ่งนักวิเคราะห์คนนี้ก็คือเจ้าหน้าที่แบรนท์หัวหน้าทีมคุ้มกันอีธานและจูเลียในโครเอเชียนั่นเอง

รัฐมนตรีกลาโหม และ วิลเลียม แบรนท์ ผู้ซึ่งวางมือจากงานสายลับมาเป็นนักวิเคราะห์แทน

รัฐมนตรีกลาโหมแจ้งอีธานว่า ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและอเมริกาไม่เคยสูงอย่างนี้มาหลายสิบปีแล้ว อีธานลองภูมิแบรนท์ว่าเป็นนักวิเคราะห์จริงหรือไม่ จากการสเก๊ตรูปเฮนดริคส์คร่าวๆบนฝ่ามือ และให้แบรนท์วิเคราะห์ดูว่าเป็นใคร

ซึ่งแบรนท์ดูปุ๊บก็รู้ทันที ว่านี่คือ เคิร์ต เฮนดริคส์ อดีตทหารหน่วยรบพิเศษของสวีเดน ซ้ำยังเคยเป็นศาสตราจารย์ด้านฟิสิกซ์ที่มหาลัย สต๊อกโฮม เชี่ยวชาญทฤษฎีนิวเคลียร์กลยุทธ์ แต่ถูกบีบให้ลาออก เพราะว่าทฤษฎีสุดโต่งที่ต้องการสร้างสงครามนิวเคลียร์เพื่อล้างโลกใหม่ ซึ่งเฮนดริคส์มีไอคิวสูงถึง 190 ทีเดียว

เคิร์ต เฮนดริคส์

รัฐมนตรีกลาโหมนำภารกิจใหม่ให้อีธาน ภารกิจนี้มีชื่อว่า “ปฏิบัติการไร้เงา”  หรือ “Ghost Protocol”  และขณะนี้ไอเอ็มเอฟกำลังจะถูกยุบ ไอเอ็มเอฟจึงเหลือแค่ทีมอีธานเท่านั้น สายลับคนอื่นในโลกถูกยกเลิกภารกิจหมดแล้ว ทางด้านเบนจี้กับเจนก็รออีธานอยู่ที่ตู้นึงในขบวนรถไฟ ซึ่งที่นั่นยังมีเงินทุนและอุปกรณ์สำหรับปฏิบัติภารกิจชิ้นต่อไปอยู่

อีธานรับภารกิจมาได้เพียงอึดใจ รถคันที่ทุกคนนั่งมาก็ถูกเจ้าหน้าที่ทางการรัสเซียยิงถล่มอย่างหนัก และรัฐมนตรีก็โดนสังหารไปด้วย รถทั้งคันเสียหลักพุ่งลงแม่น้ำ เพราะคนขับก็โดนยิงเช่นกัน

เหลือเพียงแค่แบรนท์และอีธานที่ยังรอดชีวิตอยู่ โดยดำน้ำหนีมาได้ และทั้งคู่ก็ไปยังขบวนรถไฟจุดนัดพบ ซึ่งเป็นจุดที่รัฐมนตรีกลาโหมบอกไว้ว่าเบนจี้และเจนรออยู่ที่นั่น ตอนนี้เองที่อีธานรับรู้ความจริงว่า เคิร์ต เฮนดริคส์ ก็คือรหัสโคลบอลล์ที่ตนเองไปค้นหาในวังเครมลินที่ระเบิดนั่นเอง

อีธานกำลังรับภารกิจใหม่บนตู้รถไฟ

 

จึงมาถึงภารกิจต่อไปของทีมอีธาน นั่นก็คือ ต้องไปหยุดนักฆ่าหญิงที่ชื่อมัวโรว์ที่ดูไบ เพราะมัวโรว์กำลังจะขายรหัสปล่อยนิวเคลียร์ให้ Marius Wistrom (แมเรียส วิสตรอม) ลูกน้องของเฮนดริกส์ ทั้งสี่คนจึงเดินทางไปดูไบทันที อีธานยังโทรสั่งให้บอร์กเด้นพานักค้าอาวุธเถื่อนในตลาดมืดชาวรัสซียไปพบตนที่ดูไบด้วย

ที่ดูไบ ณ โรงแรมเบิจ ซึ่งเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลก (ในปี 2011) แผนนี้ก็คือ ทีมอีธานต้องจัดฉากให้มัวโรว์มาพบอีธานและแบรนท์ และให้วิสตรอมไปพบกับเจน โดยที่มัวโรว์ต้องคิดว่าเธอเจรจากับวิสตรอม ซึ่งแท้จริงคือเจรจากับอีธานและแบรนท์

ส่วนทางด้านวิสตรอม ก็ต้องจัดฉากให้คิดว่า ตนเองเจรจากับมัวโรว์ ซึ่งที่จริงก็คือเจรจากับเจน โดยเมื่อทุกอย่างเป็นไปตามแผน อีธานจะตามวิสตรอมไป เพื่อจับเฮนดริกส์ในภายหลัง และทีมอีธานจะจับมัวโรว์ที่นี่เดี๋ยวนั้นเลย

แต่แผนก็มีปัญหาตรงที่ เบนจี้ไม่สามารถแฮคระบบของโรงแรมเบิจได้ ซึ่งทางเดียวก็คือ อีธานต้องเข้าไปในห้องควบคุมระบบทางหน้าต่างนอกตึก ทีมอีธานจึงเปิดกระจกห้องออก และอีธานก็ปีนขึ้นไปแฮคระบบที่ห้องควบคุมโดยตรง

ปฎิบัติการที่เป็นไปไม่ได้ หรือ Mission: Impossible – Ghost Protocol (2011)

 

เมื่อมัวโรว์และวิสตรอมมาถึง ทุกอย่างก็เป็นไปตามแผนทั้งหมด วิสตรอมได้รหัสปล่อยนิวเคลียร์ไป และมัวโรว์ก็ได้เพชรค่าตอบแทนจากวิสตรอมไปเช่นกัน แต่มัวโรว์สังเกตเลนส์พิเศษในดวงตาของแบรนท์ได้ ว่าคือชนิดเดียวกันกับของฮันนาเวย์

มัวโรว์และผู้ติดตามของเธอจึงโจมตีแบรนท์และอีธาน และการต่อสู้ครั้งนี้นี่เองที่อีธานได้รู้ว่า แบรนท์ไม่ใช่นักวิเคราะห์ธรรมดาแน่นอน เพราะสกิลการต่อสู้ของแบรนท์นั้นสูงพอๆกับตนเอง

ด้านมัวโรว์หนีไปได้ เจนจึงอาสาไปตามจับกลับมา ซึ่งเจนให้เบนจี้เฝ้ามัวโรว์ไว้ แต่เบนจี้ก็พลาดท่าให้มัวโรว์ เจนจึงเข้าไปต่อสู้กับมัวโรว์ และเพื่อเป็นการป้องกันตัว เจนจึงถีบมัวโรว์ตกตึก จากช่องกระจกที่ทีมอีธานเปิดไว้ก่อนหน้านี้นั่นเอง

 มัวโรว์ก่อนตกตึกตาย

ด้านอีธานกำลังตามตัววิสตรอมไป แต่นักสืบอนาโตลี่ก็ตามมาขัดขวางอีธาน และทำการต่อสู้เอะอะขึ้น วิสตรอมจึงวิ่งหนีไปในพายุทราย และในที่สุด วิสตรอมก็หนีอีธานไปจนพ้น ซึ่งแท้จริงแล้วเฮนดริกส์ปลอมตัวมาเป็นวิสตรอม และมาที่ดูไบด้วยตนเองเพื่อเอารหัสปล่อยนิวเคลียร์

เมื่อกลับมาที่เซฟเฮ้าส์ อีธานจึงกดดันให้แบรนท์บอกความจริง ว่าเหตุใดนักวิเคราะห์จึงเก่งกาจเช่นนี้ แต่ยังไม่ทันได้รู้เรื่องอะไร อีธานก็ต้องออกไปพบกับนักค้าอาวุธในตลาดมืด ที่อีธานนัดให้บอร์กเด้นพามาหาที่นี่

อีธานหยั่งเชิงฝีมือแบรนท์

อีธานซักถามพ่อค้าตลาดมืด ถึงพลเรือนที่ครอบครองดาวเทียมปลดระวาง ว่ามีใครครอบครองไว้บ้าง เพราะเฮนดริกส์ต้องใช้ดาวเทียมในการสั่งปล่อยนิวเคลียร์ ซึ่งพ่อค้าตลาดมืดก็บอกอีธานว่า มีพียงพลเรือนผู้เดียวในโลกที่ครอบครองดาวเทียมปลดระวางนี้ไว้ นั่นก็คือมหาเศรษฐีเจ้าของบริษัทเทเลคอมชาวอินเดียที่ชื่อ Brij Nath (บริจ นาธ) ทีมของอีธานจึงออกเดินทางจากดูไบไปอินเดียทันที เพื่อหยุดยั้งดาวเทียมนี้ และผู้มีรหัสหยุดดาวเทียมก็คือตัวของ บริจ นาธ

ที่เมืองมุมไบ อินเดีย เจนจึงต้องไปอ่อยนาธเพื่อเอารหัสควบคุมดาวเทียม และในที่สุดทีมของอีธานก็หยุดยั้งและสังหารเฮนดริกส์ได้ทันการณ์ ก่อนที่จรวดนิวเคลียร์จะพุ่งถล่มอเมริกา และตกที่อ่าวเมืองซานฟรานซิสโกแทน

เจน คาร์เตอร์ กำลังอ่อยเหยื่อ บริจ นาธ

 

8 สัปดาห์ต่อมาที่เมืองซีแอตเทิล อีธานนัดทุกคนในทีมมารับภารกิจใหม่ รวมถึงลูเธอร์เพื่อนเก่าด้วย ซึ่งทุกคนยอมรับภารกิจหมด ยกเว้นแบรนท์คนเดียวเพราะยังรู้สึกผิดกับการตายของจูเลีย และแบรนท์ก็บอกความจริงกับอีธานทั้งหมด ว่าตนเป็นสายลับที่คุ้มกันทั้งสองที่โครเอเชีย

แต่อีธานก็ไปสืบรู้สถานะของแบรนท์มาเองแล้วเช่นกัน อีธานจึงบอกความจริงกับแบรนท์ว่า จูเลียยังไม่ตาย แต่ต้องสร้างหลักฐานว่าตายแล้ว เพื่อปกป้องเธอจากผู้ก่อการร้าย ที่คิดจะใช้จูเลียเป็นเครื่องมือมาถึงตัวอีธาน แบรนท์จึงโล่งอกที่รู้ความจริง และยินยอมรับภารกิจครั้งใหม่ ซึ่งสถานที่นัดพบทีมของอีธานนั้น คือที่ที่ใกล้กับที่ทำงานจูเลียนั่นเอง

จูเลียรับรู้ได้ว่าอีธานเฝ้ามองเธออยู่ห่างๆ

 

จบภาคสี่ สวัสดีครับ _/\_

หลวงจีนหอไตร

Hello! Every one. จุดเริ่มต้นงานเขียนของผมก็คือ ผมเป็นนักอ่านก่อนครับ และที่ผ่านมาผมก็หาอ่านงานเขียนแนวสรุปภาพยนตร์ยากเย็นเหลือเกิน ผมจึงเริ่มเขียนบทความเองและสร้างเว็บไซต์เองซะเลย

MOVIESOLDNEW.COM
ดูบทความทั้งหมด

แสดงความเห็นของคุณ