Marvel Cinematic Universe บทที่ 1 (ปฐมบทแห่งมณีพลัง)

หมวดหมู่ MARVEL ผู้เขียน

Spoiler Alert !! แจ้งเตือนการสปอยล์ !! บทความนี้ คือการเปิดเผยเนื้อหาในภาพยนตร์ทุกเรื่องของ MCU ตั้งแต่ปี 2008 จนถึงปี 2019 เลยนะครับ (แน่นอนว่าสปอยล์เรื่องกัปตันมาร์เวลด้วยครับ)

ก่อนกาลก่อเกิดสรรพสิ่ง.. มีเอกภาวะอยู่ 6 ชนิด หลังการระเบิดของเอกภาวะ จักรวาลก็อุบัติขึ้น เศษชิ้นส่วนของเอกภาวะชนิดต่างๆ กลับมาหลอมรวมอัดกัน กำเนิดเป็นอัญมณีหนาแน่นสูง 6 ชิ้น เรียกขานว่า “อินฟินีตี้สโตน” (Infinity Stone) อัญมณีพลังทั้ง 6 มีดังนี้..

 

 

(Reality Stone=เปลี่ยนแปลงความจริง)

(Mind Stone=ควบคุมจิตใจ)

(Space Stone=ย้ายมวลสาร)

(Power Stone=ทำลายล้าง)

(Soul Stone=ควบคุมความตาย)

(Time Stone=ควบคุมมิติเวลา)

Cosmic Entities หรือ สี่สมดุลย์แห่งจักรวาล ประกอบไปด้วย Death (เดธ) / Eternity อีเทอร์นิตี้ / Entropy (เอ็นทรอฟี่) / และ Infinity (อินฟินิตี้) คือ มหาเทพคอสมิคบีอิ้ง 4 ตัวตนที่จุติมาพร้อมๆกับจักรวาลเช่นกัน

อินฟินิตี้สโตน (Guardians of the Galaxy Vol.1)

 

สี่สมดุลย์ ทำการเจียระไนอินฟินิตี้สโตนให้เป็นลักษณะต่างๆ ตามความสามารถของมัน และส่งให้อัญมณีพลังทั้งหมดนั้น กระจัดกระจายไปทั่วทั้งจักรวาล..

 

หลังกำเนิดจักรวาลเพียงไม่นาน.. เซเลสเทียล (Celestials) หรือ เผ่าพันธุ์มหาเทพเจ้าผู้มีนามว่า อีโก้ (Ego) ก็จุติขึ้น โดยปรากฎเป็นสมองไฟฟ้าขนาดมหึมาลอยเคว้งคว้างกลางอวกาศเนิ่นนานหลายล้านปี

ร่างต้นอีโก้ (Guardians of the Galaxy Vol.2)

 

หลังจากที่อีโก้เฝ้าสังเกตุดวงดาวรอบตัวมานาน  อีโก้จึงเริ่มดูดอนุภาครอบตัวมาครอบสมองตนเองสะสมเรื่อยๆ ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน จนกระทั่งกำเนิดเป็นดาวเคราะห์ดวงมหึมา อีโก้ จึงกลายเป็นดวงดาวที่มีชีวิต (Ego The living Planet)

 

ผ่านมาอีกนานแสนนานหลังกำเนิดจักรวาล.. ก่อนการกำเนิดแห่งแสงสว่างในจักรวาล ตอนที่จักรวาลยังคงมีแต่ความมืดมิด และจากความมืดมิด ก็ให้กำเนิด ดาร์คเอลฟ์ (Dark Elf) บนดาวสวาทาลฟ์ไฮม์ 1 ใน 9 อาณาจักรแห่งอิกดราซิล

ดาร์คเอลฟ์ (Thor:2 The Dark World)

 

ดาร์คเอลฟ์ ล่วงรู้ถึงตำนานของ เรียลลิตี้สโตน ที่มีพลังเปลี่ยนแปลงความจริง เหล่าดาร์คเอลฟ์จึงเสาะแสวงหาเรียลลิตี้สโตนไปทั่วจักรวาลเรื่อยมา เพราะดาร์คเอลฟ์ต้องการให้จักรวาลกลับมามืดมิดเช่นเดิม..

 

อีกมุมหนึ่งของจักรวาล.. หนึ่งในคอสมิคบีอิ้ง นามว่า Eson “The Searcher” ผู้มีหน้าที่สรรสร้างและทำลายล้างอารยธรรมต่างๆ  อีสัน ใช้คฑาที่มีพาวเวอร์สโตน สัมผัสพื้นผิวดาวที่เคราะห์ร้ายดวงหนึ่ง เพียงไม่กี่อึดใจ ดาวทั้งดวงก็ระเบิดเป็นจุล

อีสัน “เดอะเซิร์ซเชอร์” (Guardians of the Galaxy Vol.1)

 

หลังจากนั้นอีกแสนนาน.. พาวเวอร์สโตนบนยอดคฑาอีสัน ก็มาบรรจุอยู่ใน Orb และถูกซ่อนไว้ในวิหารบนดวงดาวโมแร็ก (Morag) ที่มีอารยธรรมสูงล้ำ

เหล่านักบวชชาวโมแร็ก ดูเหมือนจะรับรู้ถึงตำนานของอินฟินิตี้สโตน จึงทำการจารึกไว้บนผนังในวิหารที่เก็บพาวเวอร์สโตน ภาพบนผนังคือ สี่สมดุลย์กำลังเจียรไนอินฟินิตี้สโตนนั่นเอง..

(Infinity Stone ชิ้นที่ 1 Orb คือ Power Stone)

 

 

แต่แล้ว.. ดาวโมแร็กก็เกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่หลวง ดาวทั้งดวง อารยธรรมทั้งหมด จมหายอยู่ใต้มหาสมุทร ทำให้พาวเวอร์สโตนที่อยู่ในออร์ป ก็จมอยู่ใต้มหาสมุทรเช่นนั้นสืบมา..

 

โลก หรือ มิดการ์ด 1 ใน 9 อาณาจักรแห่งอิกดราซิล.. อุกกาบาตแร่โลหะต่างดาวขนาดมหึมา ไวเบรเนียม (Vibranium) ได้ตกลงมาที่ทวีปขนาดใหญ่แห่งนึงบนโลก (ปัจจุบันคือทวีปแอฟริกา) ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับพืชพันธุ์และสิ่งมีชีวิตทั่วบริเวณนั้น

ไวเบรเนียม (Black Panther 1)

 

ผ่านมาเนิ่นนาน.. ยุคแรกเริ่มกำเนิดเผ่าพันธุ์มนุษย์ ณ บริเวณผืนแผ่นดินที่อุกกาบาตแร่ไวเบรเนียมตกลงมา ที่แห่งนั้นถูกเรียกขานว่า “วากานด้า” ซึ่งมี 5 ชนเผ่า ได้แก่ เผ่าโกลเด้น เผ่าวารี เผ่าวานิช เผ่าพรมแดน และ เผ่าจาบารี่ ได้ต่อสู้แย่งชิงวากานด้ากันอย่างไม่หยุดหย่อน

จวบจนหมอผีของเผ่าโกลเด้นนามว่า บาเชนก้า (Bashenga) ได้รับการติดต่อจาก เทวีบาสท์ เทพเจ้าเสือดำแห่งทวีปแอฟริกา ชี้นำให้บาเชนก้ากิน “สมุนไพรรูปหัวใจ” ที่กลายพันธุ์ขึ้นจากแร่ไวเบรเนียม ทำให้บาเชนก้ามีพละกำลังเหนือมนุษย์ กำเนิดเป็น “แบล็คแพนเธอร์” คนแรก

เทวีบาสท์ พบ บาเชนก้า (Black Panther 1)

 

หมอผีบาเชนก้า หรือ แบล็คแพนเธอร์ ได้ทำการรวมชนเผ่าทั้ง 5 เข้ามาเป็นหนึ่งเดียว ยุติสงคราม สถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์ และก่อตั้งประเทศ “วากานด้า” ขึ้นมานับตั้งแต่นั้น

 

อีกมุมหนึ่งในมิติเร้นลับของจักรวาล.. เทพเจ้าชั้นอาวุโสของจักรวาล ( Elder God) นามว่า อกาม๊อตโต้ (Agamotto) ผู้เก็บรักษาไทม์สโตน หนึ่งในอินฟินิตี้สโตน หลังจากอกาม๊อตโต้ท่องไปในมิติต่างๆอย่างโดดเดี่ยวมานานแสนนาน อกาม๊อตโต้ก็บังเอิญไปปะทะกับสุดยอดจอมปีศาจผู้มีนามว่า ดอร์มัมมู (Dormammu)

ซึ่งดอร์มัมมู คือจ้าวผู้เป็นใหญ่ในมิติที่เรียกว่า ดาร์ค ดิเมนชั่น (Dark Dimension) ดอร์มัมมูนำดาร์คดิเมนชั่นกลืนกินอาณาจักรและดวงดาวต่างๆมากมายไปทั่วจักรวาล

ดอร์มัมมู (Doctor Strange 1)

 

โลก คือเป้าหมายสำคัญที่ดอร์มัมมูต้องการดูดกลืนสู่มิติดาร์คดิเมนชั่น แต่มหาเทพอกาม็อตโต้ ก็ออกตัวเข้าขัดขวางดอร์มัมมู ไม่ให้กลืนมิติโลกมนุษย์ ทำให้อกามอตโต้ กลายเป็นจอมเวทย์ผู้ปกป้องโลกคนแรก (First Sorcerer Supreme)

อกามอตโต้สร้างเขตเวทย์ (Sanctum) เพื่อป้องกันดอร์มัมมูกลับมารุกราน ไว้ยังสามสถานที่บนโลกทั้งสามทวีปดินแดนใหญ่ (ปัจจุบันคือ ลอนดอน ฮ่องกง และ นิวยอร์ค) โดยเขตเวทย์ทั้งสาม จะคอยป้องกันไม่ให้ดอร์มัมมูใช้ดาร์คดิเมนชั่นกลืนกินมิติโลกได้

เขตเวทย์แห่งอกามอตโต้ทั้งสามบนโลก (Doctor Strange 1)

 

หลังจากนั้น อกามอตโต้ก็สละหน้าที่จอมเวทย์สูงสุด เพื่อให้สิ่งมีชีวิตต่างๆบนโลกมนุษย์ที่เก่งกาจเวทย์ ดูแลปกป้องมิติโลกแทนตนเอง

อกามอตโต้ จึงนำไทม์สโตนซึ่งถูกซ่อนอยู่ในไอเทมวิเศษ นั่นก็คือ ดวงตาแห่งอกาม๊อตโต้ (Eye of Agamotto) เพื่อเอาไว้ให้มนุษย์ที่ได้รับสืบทอดตำแหน่งจอมเวทย์สูงสุดใช้ปกป้องโลก

จึงมีซอเซอร์เรอร์ซูพรีม หรือ จอมเวทย์สูงสุดของโลกคนที่ 2 ,3,4,5 ฯลฯ เรื่อยๆมาหลังจากนั้น จอมเวทย์สูงสุดของโลกทำหน้าที่หลักคือ ป้องกันไม่ให้มีอะไร หรือ สิ่งใด มารบกวนมิติโลก และปกป้องไทม์สโตน นับตั้งแต่บัดนั้นสืบมา..

(Infinity Stone ชิ้นที่ 2 Eye of Agamotto คือ Time Stone)

 

อีกด้านหนึ่งของจักรวาล.. อีโก้ ดวงดาวที่มีชีวิต เริ่มสร้างร่างแยกของตนออกจากสมอง โดยร่างแยกนั้น มีลักษณะเป็น ฮิวแมนนอย ที่เหมือนร่างมนุษย์ แต่ทั้งสองส่วนของอีโก้ ก็ยังเชื่อมต่อกันทางพลังงานอยู่ดี ร่างฮิวแมนนอยของอีโก้ จึงต้องกลับมาเติมแสงเทพจากสมองไฟฟ้าที่ดาวตัวเองบ่อยๆ

ดาวอีโก้ (Guardians of the Galaxy Vol.2)

 

อีโก้นั้นท่องเที่ยวไปในอวกาศหลากหลายกาแล็กซี่ทั่วจักรวาล เพื่อเพาะเมล็ดพันธุ์ส่วนนึงของร่างเทพตนเองไว้ในผืนแผ่นดินดวงดาวต่างๆ และเพื่อสมสู่กับสิ่งมีชีวิตบนดาวเหล่านั้นอีกด้วย

 

2988 ปีก่อนคริสตกาล ที่สวาทาลฟ์ไฮม์ 1 ใน 9 อาณาจักรแห่งอิกดราซิล ราชาดาร์คเอลฟ์นามว่า มาลาคิธ (Malekith)  ผู้มีความโหดเหี้ยม ทะเยอทะยาน มาลาคิธได้ค้นพบ เรียลลิตี้สโตนเข้าจนได้ ซึ่งบัดนี้ถูกเรียกขานว่า อีเธอร์ (Aether) ที่มีพลังเปลี่ยนแปลงความจริง

(Infinity Stone ชิ้นที่ 3 Aether คือ Reality Stone)

 

มาลาคิธ กำลังคิดจะใช้อีเธอร์หรือเรียลลิตี้สโตนเปลี่ยนจักรวาลให้กลับไปมืดมิดอีกครั้ง จากการเรียงตัวของหมู่ดาว 9 อาณาจักรแห่งจักรวาลในรอบพันปี

มาลาคิธได้นำอีเธอร์ไปยังจุดที่ดาวเรียงกันและส่งพลังสูงที่สุด เพื่อทำการเปลี่ยนจักรวาลให้มืดมิดดั่งเช่นอุดมการณ์ของเผ่าพันธุ์ดั้งเดิม

มาลาคิธ (Thor:2 The Dark World)

 

แต่ทว่า บอร์  “Bor” กษัตริย์แห่งแอสการ์ด ซึ่งเป็น 1 ใน 9 อาณาจักรแห่งอิกดราซิลเช่นกัน บอร์นำทัพแอสการ์เดี้ยนบุกสวาทาลฟ์ไฮม์ เพื่อทำการขัดขวางมาลาคิธ ชิงอีเธอร์มาได้ และสังหารดาร์คเอลฟ์ไปมากมาย มาลาคิธและดาร์คเอลฟ์ที่เหลือ จึงหนีไปจำศีลหลบซ่อนตัวอยู่ในความมืดของจักรวาล รอเวลาจะกลับมาอีกครา..

บอร์รู้ว่า อีเธอร์ คือขุมพลังดึกดำบรรพ์ทรงพลังที่มิอาจทำลายได้ บอร์จึงนำอีเธอร์ไปซ่อนเร้นไว้ในมิติอิกดราซิล หรือ ต้นไม้แกนโลก ซึ่งเป็นหนทางเชื่อมต่ออาณาจักรทั้ง 9 ไว้ด้วยกันนั่นเอง

ราชาบอร์ บิดาแห่งโอดิน (Thor:2 The Dark World)

 

ที่มัสเปลไฮม์ 1 ใน 9 อาณาจักรแห่งอิกดราซิล โอดินเจ้าชายแห่งแอสการ์ด บุตรชายแห่งราชาบอร์ ได้พิชิตมัสเปลไฮม์ ดินแดนแห่งยักษ์อสูรไฟ ทำการปราบราชาอสูรไฟ เซอร์เทอร์ (Surtur) ลงไปได้สำเร็จ

แต่โอดินฆ่าเซอร์เทอร์ไม่ได้ เซอร์เทอร์จะคืนชีพได้ตลอด โอดินจึงยึดเอา อีเทอนอล เฟรม (Eternal Flame) ขุมพลังของเซอร์เทอร์มาเก็บไว้ที่คลังแอสการ์ด เพื่อสะกดราชาเซอร์เทอร์ไว้ไม่ให้มีพลังกล้าแกร่งขึ้นได้อีกเลยนับตั้งแต่นั้น

ราชาอสูรไฟ เซอร์เทอร์ (Thor 3: Ragnarok)

 

ที่แอสการ์ด 1 ใน 9 อาณาจักรแห่งอิกดราซิล ต่อมา บอร์ก็สละบัลลังค์ให้บุตรโอดิน โอดินกษัตริย์แห่งแอสการ์ดคนปัจจุบัน มีบุตรสาวคนแรกนามว่า เฮล่า (Hela)

เมื่อเจ้าหญิงเฮล่าเติบโต โอดินก็แต่งตั้งให้ลูกสาวมีหน้าที่เป็นผู้สำเร็จโทษหรือ Executioner โอดินมอบฆ้อนโยเนียร์ (Mjolnir) ให้เฮล่าใช้ทำศึก โอดินและเฮล่านำเหล่าอานเฮญ่าทำการพิชิตอาณาจักรที่กระด้างกระเดื่องไว้ได้ทั้งหมด

โอดินและเฮล่า (Thor 3: Ragnarok)

 

เมื่ออาณาจักรทั้ง 9 สงบร่มเย็น หากแต่เฮล่ายังคงกระหายสงคราม นอกจากอาณาจักรทั้ง 9 แล้ว เฮล่ายังต้องการยึดครองดาวดวงอื่นๆในจักรวาลอีกด้วย โอดินที่มีวุฒิภาวะมากขึ้น จึงคิดได้ว่า ตนเองนั้นได้หล่อหลอมให้เฮล่ากลายเป็นเทพีผู้กระหายสงครามไปเสียแล้ว ซึ่งอาจเป็นภัยกับตนและแอสการ์ด

โอดินจึงยึดโยเนียร์ สังหารเหล่าทหารในอาณัติเฮล่า สังหาร เฟนริส หมาป่ายักษ์สัตว์เลี้ยงของเฮล่า นำศพเหล่านั้นฝังลงใต้คลังอาวุธแอสการ์ด และสั่งเนรเทศให้เฮล่าตกไปสู่มิตินรกนามว่า เฮล (Hel)

เฮล่า โดนเนรเทศไปสู่ เฮล (Thor 3: Ragnarok)

 

ที่เฮล โอดินยังส่งให้เหล่ากองทัพวัลคีริเออร์ เทพีนักรบสาวล้วน ทำการเดินทางด้วยไบฟรอสท์ไปยื้อเฮล่าไว้ที่นั่นก่อนประตูมิติเฮลจะปิดสนิท ทำให้เหล่าวัลคีริเออร์โดนเฮล่าฆ่าตายไปแทบหมดสิ้น

วัลคีรี พยายามสู้ตายกับเฮล่า แต่ได้เพื่อนนักรบคนสุดท้ายสละชีวิตช่วยไว้ ทำให้วัลคีรี่กระเด็นหลุดไปเข้าสู่สะพานรูหนอนของไบฟรอสท์ที่ปั่นป่วน วัลคีรีจึงไปโผล่ที่อาณาจักรที่อยู่ในมิติกึ่งความเป็นจริงนามว่า สคาร์ (Skarr)

วัลคีรีจึงเป็นวัลคีริเออร์เพียงคนเดียวที่รอดชีวิต หลังจากนั้น มิติเฮลก็ปิดสนิท เฮล่าจึงโดนจองจำอยู่ที่เฮลด้วยมนต์สะกดของโอดิน ทำให้หนีออกมาไม่ได้อีกเลย..

วัลคีรี่ (Thor 3: Ragnarok)

 

ที่แอสการ์ด หลังจากนั้น โอดินก็ทำการลบประวัติศาสตร์ที่มีเฮล่าเกี่ยวข้องออกทั้งหมด และอภิเษกสมรสครองคู่กับ ฟลิกก้า (Frigga) ราชินีฟลิกก้าให้กำเนิดบุตรชาย และให้ชื่อว่า ธอร์ (Thor)

ราชาโอดิน ก็ตั้งใจจะมอบฆ้อนโยเนียร์ให้ธอร์ เมื่อธอร์เติบโตขึ้น และไม่มีใครสามารถใช้หรือยกฆ้อนโยเนียร์นี้ได้นอกจากโอดินและธอร์ (รวมถึงเฮล่าด้วยอีกคนที่ใช้โยเนียร์ได้) ราชินีฟลิกก้าให้ความสามารถธอร์คือความกล้าหาญ โอดินให้ความสามารถธอร์คือพละกำลังและอำนาจเรียกสายฟ้า..

โยเนียร์ (Thor 1)

 

ณ กาแล็กซี่แอนโดรเมด้า จักรวรรดิ Kree (ครี) เอเลี่ยนที่มีอารยธรรมสูงล้ำ ที่มีนิสัยชอบรุกรานเผ่าพันธุ์อื่นๆ ก็เริ่มปะทะกับและทำสงครามกับอาณาจักร Xandar มีการปะทะกันบ่อยครั้งระหว่างสองอาณาจักรนี้ เป็นเหตุให้ชนชั้นนักรบทั้งสองเผ่าพันธุ์ล้มหายตายจากไปมากมาย

 

ปีค.ศ. 965 ที่โลก หรือ มิดการ์ด ลอฟฟี่ ราชายักษ์น้ำแข็งแห่งโยธันไฮม์ 1 ใน 9 อาณาจักรแห่งอิกดราซิล นำกองทัพยักษ์น้ำแข็งเดินทางข้ามจักรวาล และบุกรุกโลกมนุษย์หวังยึดครอง  เพื่อเปลี่ยนโลกกลับไปสู่ยุคน้ำแข็ง

สถานที่ที่เหล่ายักษ์น้ำแข็งได้ลงมายังโลกนั้นคือ ทอร์นสเบิร์ก นอร์เวย์ ลอฟฟี่ใช้หีบศักสิทธิ์ (Casket of Ancient Winters) แช่แข็งคร่าชีวิตมนุษย์ไปมากมาย

ลอฟฟี่ และ เหล่ายักษ์น้ำแข็ง (Thor 1)

 

แต่ชาวแอสกาเดี้ยนนำทัพโดย โอดิน กษัตริย์แห่งแอสการ์ด ได้นำทัพนักรบอานเฮอญ่าเดินทางข้ามจักรวาลโดย “Bifrost Bridge” หรือสะพานไบฟรอสท์มายังโลก

เพราะโลกของพวกมนุษย์ อยู่ในความคุ้มกันที่แอสกาเดี้ยนต้องพิทักษ์ กองทัพแอสกาเดี้ยนมาช่วยสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่ชาวมนุษย์ ขับไล่เหล่ายักษ์น้ำแข็งกลับไปโยธันไฮม์ได้

โอดิน และ เหล่าแอสการ์เดี้ยน (Thor 1)

 

การปรากฏตัวของชาวแอสกาเดี้ยนครั้งนั้น ทำให้มนุษย์ได้ตระหนักว่า มนุษย์มิได้อยู่เพียงลำพังในจักรวาล เนื่องด้วยสติปัญญา/พละกำลัง/และเทคโนโลยีของชาวแอสกาเดี้ยน ทำให้มนุษ์มิอาจมองเสมอเหมือนตน กลับยกให้เป็นเทพเจ้าของพวกเขา

โอดิน ทำการซ่อนแทซเซอแร๊คไว้กับที่ทอร์นสเบิร์ก ประเทศนอร์เวย์ เพื่อหวังให้พ้นจากเผ่าพันธุ์ชั่วร้ายในจักรวาล ที่หวังจะใช้ขุมพลังนี้เพื่อรุกรานเผ่าพันธุ์อื่นๆ

(Infinity Stone ชิ้นที่ 4 Tesseract คือ Space Stone)

 

ที่โยธันไฮม์ หลังจากนั้น โอดินนำทัพแอสการ์เดี้ยนไล่ตามเหล่ายักษ์น้ำแข็งไปถึงโยธันไฮม์ เพื่อหวังจะกำจัดให้สิ้นซาก โอดินทำการจับกุม “ลอฟฟี่” ราชาแห่งอาณาจักรโยธันไฮม์ไว้ได้ เมื่อเหล่ายักษ์น้ำแข็งพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง กษัตริย์โอดินจึงมีความปราณี ไว้ชีวิตลอฟฟี่ และ เหล่ายักษ์น้ำแข็งที่เหลือ (โอดินเสียดวงตาข้างขวาไปในศึกนี้)

ราชาโอดินบุกโยธันไฮม์และจับกุมราชาลอฟฟี่ (Thor:1)

 

โดยลอฟฟี่และโอดินมีข้อตกลงกันว่า ห้ามยักษ์น้ำแข็งรุกรานใครอีก รวมถึงชาวแอสกาเดี้ยนก็จะไม่รุกรานโยธันไฮม์เช่นกัน โอดินยึดหีบศักสิทธิ์ไว้ด้วย และนำกลับไปไว้ในคลังอาวุธวังแอสการ์ด

ขณะกำลังบุกวังยักษ์น้ำแข็ง โอดินได้พบกับทารกน้อยซึ่งถูกทิ้งมีขนาดตัวเท่าๆแอสการ์เดี้ยน มิตัวใหญ่เหมือนเหล่ายักษ์น้ำแข็งทั่วไป โอดินจึงใช้มนต์ฉาบผิวให้เหมือนแอสการ์เดี้ยน และเก็บมาเลี้ยงไว้เสมือนลูก

ที่แอสการ์ด โอดินตั้งชื่อยักษ์น้ำแข็งตัวน้อยผู้นี้ว่า โลกิ (Loki) ราชินีฟลิกก้าแห่งแอสการ์ด ได้สอนวิชาสร้างมายาแก่บุตรบุญธรรมโลกิด้วย ธอร์และโลกิ จึงเติบโตมาด้วยกันเหมือนพี่น้องแท้ๆ

ราชาโอดินจูงมือธอร์และโลกิในวัยเด็ก (Thor:1)

 

ปี ค.ศ.1372 ที่โลก ตำแหน่งจอมเวทย์สูงสุดของโลก สืบทอดจากมนุษย์รุ่นสู่รุ่น มาจนถึงหญิงจอมเวทย์วัย 30 กว่าปี ผู้มีสายเลือกชาวเคลต์ เธอพำนักอาศัยอยู่ในสำนักจอมเวทย์ที่สืบทอดมาอย่างยาวนานชื่อ KarMar – Taj (คามา-ทาจ) ตั้งอยู่บริเวณหนึ่งในต้นกำเนิดอารยธรรมช่วงแรกๆของโลก (ปัจจุบันคือ เนปาล) ลูกศิษย์ลูกหาต่างเรียกขานเธอว่า อันเชียน วัน (Ancient One) และเธอก็กุมความลับบางอย่าง ทำให้ไม่แก่ลงอีกเลยนับตั้งแต่นั้น..

อันเชียน วัน / Sorcerer Supreme (Doctor Strange 1)

 

ขณะที่สงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังประทุ กองทัพนาซีของประเทศเยอรมัน นำโดยฮิตเลอร์ ได้นำกองกำลังนาซีและฝ่ายอักษะรุกรานประเทศแถบยุโรปอย่างหนัก นาซีมีหน่วยรบที่แข็งแกร่งนามว่า “หน่วยไฮดร้า” นำโดย “ผู้พันโยฮัน ชมิธ”

กองกำลังไฮดร้า (Cap 1 The First Avenger)

 

ผู้พันชมิธ ได้เกณฑ์นักวิทยาศาสตร์ที่เก่งกาจไปทั่วเยอรมัน ซึ่งนำโดย “ดร.อาร์นิม โซล่า” มาสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ล้ำสมัยและทรงอาณุภาพ เพื่อสู้รบกับฝ่ายพันธมิตรและอเมริกา แต่ผู้พันชมิธยังไม่พอใจเพียงแค่นั้น

“ดร.อับบราฮัม เอิลสกิน” ได้ผลิตเซรุ่มที่ทำให้มนุษย์ธรรมดามีความสามารถเกินขีดจำกัด หรือ เหนือมนุษย์ สูตรเซรุ่มนี้เป็นที่หมายปองของชมิธเป็นอย่างมาก ชมิธนั้นบังคับให้ดร.เอิลสกินผลิตเซรุ่มเหนือมนุษย์นี้ให้แก่ตน

ผู้พันชมิธข่มขู่ดร.เอิลสกินให้มอบเซรุ่มเหนือมนุษย์ ( Cap 1 The First Avenger)

 

ดร.เอิลสกินนั้นรู้อยู่เต็มอกว่าสูตรเซรุ่มนี้ยังไม่สมบูรณ์ แต่ชมิธก็ยังดื้อดึงฉีดมันเข้าไป ผลปรากฎว่าร่างกายแข็งแกร่งขึ้นก็จริง แต่ก็แลกกับผลข้างเคียงที่ทำให้บริเวณทั่วกะโหลกนั้นโดนเซรุ่มแผดเผาผมร่วง และผิวหนังกลายเป็นสีแดง

ชมิธ จึงถูกเรียกขานจากนายทหารนาซีด้วยกันว่า “เร้ดสกัลล์” (Redskull) ผู้พันชมิธใช้จิตรกรมีฝีมือแต่งหน้ากากหนังที่ปกคลุมใบหน้าให้เหมือนคนเดิม และเริ่มตามหาแหล่งขุมพลังเหล่าเทพเจ้าในตำนานต่างๆทั่วยุโรป

เร้ดสกัลล์ (Cap 1 The First Avenger)

 

ปี ค.ศ. 1942 จนกระทั่งผู้พันชมิธสืบมาถึงเมืองทอร์นสเบิร์ก ประเทศนอร์เวย์ ผู้พันชมิธจึงค้นพบแทซเซอแร๊คซึ่งซ่อนไว้ภายในผนังวัดที่นี่ ผู้พันชมิธจึงนำแทซเซอแร็คไปวิจัยร่วมกับดร.โซล่า และควบคุมพลังงานแทซเซอแร๊คได้ระดับนึง ซึ่งเพียงแค่นี้ก็สร้างอาวุธมหาประลัยได้แล้ว แต่ก็ยังไม่รู้ขอบเขตหรือพลังที่แท้จริง

ดร.โซล่าและผู้พันชมิธนำพลังงานจากแทซเซอแร็คมาใช้เป็นผลสำเร็จ ( Cap 1 The First Avenger)

 

ที่สหรัฐอเมริกา ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้าน ดร.เอิลสกิน หลังจากลี้ภัยมาอยู่กองทัพสหรัฐ ก็ยังทำการวิจัยเซรุ่มเหนือมนุษย์นี้ต่อ เพื่อสร้างสุดยอดทหารในหน่วยวิทยาศาสตร์แห่งกองยุทโธประการกองหนุนแห่งสหรัฐ หรือ หน่วย SSR หัวหน้าหน่วยคือ “ผู้พันฟิลิป” โดยมี “เอเจนท์มากาเร็ต เพ็กกี้ คาร์เตอร์” ทหารหญิงชาวอังกฤษช่วยงานด้านข่าวกรอง

หน่วย SSR ยังได้เชิญให้ “Howard Stark” วิศกรอัจฉริยะอันดับ 1 แห่งยุคของสหรัฐ เจ้าของบริษัทสตาร์คอินดรัสทรีส์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาวุธให้กับกองทัพสหรัฐ เพื่อมาเป็นที่ปรึกษาขั้นสูงอีกด้วย

ฮาเวิร์ด สตาร์ค (Cap 1 The First Avenger)

 

หน่วยนี้มีหน้าที่สร้างอาวุธที่สามารถต่อกรกับหน่วยไฮดร้าของเยอรมันโดยเฉพาะ ดร.เอิลสกิน,ฮาเวิร์ด,ผู้พันฟิลิป,และเพกกี้ ยอดคนแห่งยุคทั้งสี่ จึงร่วมกันก่อตั้งโครงการ “รีเบิร์ธ” ขึ้นมา เพื่อหวังสร้างกองทัพสุดยอดทหารมาสู้กับไฮดร้าโดยเฉพาะ

ผู้พันฟิลิปและเพกกี้กำลังฝึกทหารในหน่วย SSR ( Cap 1 The First Avenger)

 

ดร.เอิลสกินทำการวิจัยข้อมูลจนสำเร็จ โดยใช้ไครโอซิงค์ที่ฮาเวิร์ดผลิต บรรจุเซรุ่มของเขาเพื่ออาบผิวนอกผู้ทดลอง และใช้เซรุ่มอีกส่วนฉีดเข้าด้านในร่างกายผู้ทดลอง ดร.เอิลสกิน อยากได้คนที่คู่ควร เพราะพลังนี้มหาศาล ต้องได้คนที่จิตใจดีควรค่าสมกับเป็นเจ้าของพลังวิเศษนี้ เพื่อจะได้ไม่นำพลังนี้ไปใช้ในทางเลวร้ายนั่นเอง

หน่วย SSR จึงทำการเริ่มเฟ้นหาทหารคนแรกในโครงการรีเบิร์ธ ด้านผู้พันชมิธก็สืบรู้แล้วว่าดร.เอิลสกินอยู่ที่อเมริกา จึงให้สายลับไฮดร้าติดตามดร.เอิลสกินไม่ให้คลาดสายตา และฆ่าทันทีที่มีโอกาส

ปี ค.ศ. 1943 “สตีฟ โรเจอร์” ชายร่างเล็ก ผู้ไม่เคยยอมให้ใครรังแกฟรีๆ จิตใจดี สู้ไม่ถอย มีเพื่อนรักตั้งแต่วัยเด็กคือ “บัคกี้ บาร์น” ซึ่งบัคกี้ติดทหารแล้ว อยู่หน่วยรบ 107 สตีฟก็อยากเป็นทหารรับใช้ชาติเช่นกัน อยากเป็นมากกว่าบัคกี้ด้วยซ้ำ แต่สตีฟสมัครทหารหลายครั้ง ก็ไม่เคยสำเร็จ เพราะตัวเล็กเกินไป

สตีฟและบัคกี้ (Cap 2 Winter Soldier)

 

จนวันนึง ดร.เอิลสกินได้พบสตีฟมาสมัครทหารและถูกปฎิเสธอีกครั้ง เห็นความมุ่งมั่นและทัศนคติของสตีฟแล้ว จึงตัดสินใจว่าสตีฟนี่ล่ะ เหมาะสมกับสุดยอดทหารคนแรกในโครงการรีเบิร์ธ

เอเจ้นท์คาเตอร์ก็เห็นแววผู้นำและความเด็ดเดี่ยวของสตีพเช่นกัน เมื่อการทดลองเสร็จสมบูรณ์ สตีฟก็กลายเป็นสุดยอดทหารในโครงการรีเบิร์ธคนแรก เปลี่ยนเป็นชายหนุ่มที่มีร่างกายสูงใหญ่กำยำ แข็งแรง ฟื้นฟูร่างกายได้ สมองไว รวดเร็วกว่ามนุษย์ปกติ

ดร.เอิลสกินและฮาเวิร์ดนำสตีฟออกจากไครโอชิงค์ ( Cap 1 The First Avenger)

 

แต่ดร.เอิลสกิน กลับถูกลอบสังหารโดยสายลับของไฮดร้าทันทีหลังการทดลองสำเร็จ เมื่อไม่มี ดร.เอิลสกิน จึงไม่มีใครสามารถผลิตสุดยอดทหารได้อีกเลยนับแต่นั้น โปรเจครีเบิร์ธจึงถูกยุบไป จึงมีสตีฟเพียงคนเดียวในโปรเจครีเบิร์ธ

หากแต่ว่า สตีฟที่ถูกแต่งตั้งให้เป็น “กัปตันอเมริกา” แต่ไม่ได้ไปรบ กลายเป็นว่าสตีฟต้องทำหน้าที่โฆษณาปลุกใจอเมริกันชนให้รักชาติแทนการไปรบ

ชาวอเมริกันรักสตีฟ แต่ทหารส่วนใหญ่ไม่ชอบกัปตันอเมริกา เนื่องด้วยวันๆเอาแต่โชว์ตัว ไม่เคยออกรบ ผู้พันฟิลิปก็ไม่เชื่อถือสตีฟว่าจะรบเป็น แต่เอเจ้นท์คาเตอร์หรือเพกกี้ ก็เชื่อมั่นในตัวสตีฟเสมอ

สตีฟกับบทบาทกัปตันอเมริกา ( Cap 1 The First Avenger)

 

ที่ประเทศอิตาลี จนกระทั่งในวันนึง ขณะสตีฟโชว์ตัวตามปกติ สตีฟก็ได้ข่าวว่าหน่วยรบ 107 ของบัคกี้เพื่อนรัก ถูกจับเป็นเชลยที่ค่ายไฮดร้าในเขตประเทศออสเตรีย

ฮาเวิร์ดและเพกกี้ จึงช่วยสตีฟบินลอบเข้าเขตที่เยอรมันยึดครองในออสเตรีย สตีฟกระโดดร่มลงไปในพื้นที่ค่ายเชลยไฮดร้า และช่วยหน่วยรบ 107 ได้ทั้งหน่วย

เพกกี้และฮาเวิร์ดขับเครื่องบินพาสตีฟไปส่งในออสเตรีย ( Cap 1 The First Avenger)

 

สตีฟพบบัคกี้กำลังถูกดร.โซล่าล้างสมอง เพื่อสร้างสุดยอดนักฆ่าที่สั่งได้ทุกอย่าง แต่สตีฟไปช่วยไว้ทัน ผู้พันชมิธเห็นว่าคงจะต้านสตีฟไว้ไม่อยู่ จึงกดปุ่มระเบิดเวลาถอยหลังเพื่อทำลายฐานทัพทิ้งทันที สตีฟและผู้พันชมิธปะทะกันเป็นครั้งแรก

ดร.โซล่าเห็นว่าการสู้คงยืดเยื้อ กลัวจะหนีไม่ทันระเบิด จึงสับสวิทย์แยกสะพานที่ทั้งคู่สู้กันอยู่ ต่างฝ่ายจึงต่างแยกกันหนีระเบิดไป ตั้งแต่นั้นผู้พันชมิธก็เปิดเผยความเป็นเร้ดสกัลล์เต็มตัว ส่วนด้านทางสตีฟก็นำพาทั้งหน่วย 107 กลับค่ายในอิตาลีได้สำเร็จ

สตีฟและเร้ดสกัลล์เผชิญหน้ากัน ( Cap 1 The First Avenger)

 

หลังจากนั้น สตีฟ โรเจอร์ หรือกัปตันอเมริกา ก็ได้รับการยอมรับจากเพื่อนทหารและผู้พันฟิลิป และได้ออกรบจริงๆซักทีอย่างที่ควรจะเป็น กัปตันโรเจอร์ได้ก่อตั้งหน่วยฮาวลิ่งคอมมานโดซึ่งเป็นหน่วยจู่โจมลับของ SSR เพื่อทำลายฐานไฮดร้าโดยเฉพาะ ในทีมมีบัคกี้ด้วย

 

ปี 1945 ตลอดสามปี ภาระกิจต่างๆที่หน่วยฮาวลิ่งคอมมานโดบุกฐานไฮดร้า ถูกถ่ายทอดให้อเมริกันชนได้ชมตลอด ชาวอเมริกันยกย่องให้กัปตันโรเจอร์เป็นฮีโร่วีรบุรษสงคราม..

เร้ดสกัลล์แค้นใจมาก สั่งให้ ดร.โซล่าวางแผนล่อทีมฮาวลิ่งคอมมาโดไปติดกับบนรถไฟที่กำลังวิ่งเลาะหน้าผาบริเวณประเทศออสเตรีย กัปตันโรเจอร์และบัคกี้พลาด บัคกี้ถูกเล่นงานจนเสียหลักตกหน้าผาไป

บัคกี้และแคปวางแผนกระโดดขึ้นรถไฟด่วนจี๋ของไฮดร้า ( Cap 1 The First Avenger)

 

ในที่สุดทีมฮาวลิ่งคอมมานโดก็จับตัว ดร.โซล่าได้สำเร็จ กัปตันโรเจอร์คิดว่าบัคกี้ตายแล้ว แต่ที่จริงบัคกี้ไม่ตาย และแขนขาด ไฮดร้าจึงจับบัคกี้ไป

ที่ฐานลับไฮดร้าในไซบีเรีย สหภาพโซเวียต ไฮดร้านำบัคกี้เข้าสู่โปรเจค วินเทอร์โซลเยอร์  (Winter Soldier) ไฮดร้าใส่แขนเหล็กกลให้บัคกี้  พยายามทำการทดลองสร้างสุดยอดนักฆ่าต่อไป

 

หลังจากนั้นไม่กี่วัน.. กัปตันโรเจอร์ก็นำหน่วยฮาวลิ่งฯบุกฐานที่มั่นสุดท้ายของไฮดร้าซึ่งเป็นฐานบัญชาการสูงสุด กัปตันโรเจอร์ถล่มฐานได้สำเร็จ เร้ดสกัลล์นำแทซเซอแร๊คหนีไปขึ้นเครื่องบินรบวัลคีรี่ และขับออกไปพร้อมระเบิดทำลายล้างสูงหวังถล่มอเมริกา

กัปตันโรเจอร์ตามขึ้นเครื่องบินทัน ระหว่างที่ทั้งสองสู้กันนั้น แทซเซอแร๊คได้หลุดออกมาจากสิ่งบรรจุ เร้ดสกัลล์จับแทซเซอแร๊คและโดนดูดไปที่ใดที่หนึ่งในจักรวาล ซึ่งที่นั่นคือดาววอร์เมียร์ (Vormir)

เร้ดสกัลล์ถูกวาร์ปไปสู่ดาววอร์เมียร์ ( Cap 1 The First Avenger)

 

แทซเซอแร๊คที่หลุดมือเร้ดสกัลล์ ก็หลอมพื้นเครื่องบินหล่นลงในทะเลน้ำแข็ง บริเวณเขตอาร์คติค และด้วยเนื่องจากกัปตันโรเจอร์ขับเครื่องบินรบล้ำสมัยนี้ไม่เป็น อีกทั้งเร็วมาก อีกไม่กี่อึดใจก็ถึงอเมริกาแล้ว กัปตันโรเจอร์ จึงตัดสินใจสละชีวิตบังคับเครื่องลงทะเลน้ำแข็งไปเลย

กองทัพสหรัฐฯและฮาเวิร์ด ออกทำการค้นหากัปตันโรเจอร์ พบเพียงแทซเซอแร๊ค ทุกคนรวมถึงเพกกี้คิดว่าสตีฟตาย แต่สตีฟไม่ตาย และถูกแช่แข็งในทะเลน้ำแข็งเขตอาร์คติคอยู่ในสภาวะจำศีล..

กัปตันโรเจอร์หลับไหลในสภาวะจำศีล (Avenger 1)

 

ที่ดาววอร์เมียร์ คือดาวเคราะห์ดวงเล็กที่รกร้าง ไร้สิ่งมีชีวิตอาศัย ดินแดนที่เต็มไปด้วยสิ่งเหนือธรรมชาติ ที่ซึ่งสี่สมดุลย์แห่งจักรวาลนำโซลสโตนมาเก็บรักษาที่นี่

(Infinity Stone ชิ้นที่ 5 Vormir คือ Soul Stone)

 

และพลังอันลึกลับของโซลสโตน ทำให้เร้ดสกัลล์ ซึ่งโดนสเปซสโตนวาร์ปมานั้นโดนคำสาปอาถรรพ์ ให้กลายเป็นเจ้าที่ปู่โสมเฝ้าทรัพย์ เพื่อทำหน้าที่ชี้ทางให้ผู้มาเยือน ได้ล่วงรู้ถึงวิธีครอบครองมณีวิญญาณชิ้นนี้..

เร้ดสกัลล์กลายเป็นผู้ดูแลมณีวิญญาณ ( Avenger 3)

 

ที่โลกมนุษย์ สงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง เยอรมันพ่ายแพ้ หน่วยSSRตามจับนายทหารระดับสูงของไฮดร้าไว้ได้หลายคน กัปตันอเมริกากลายเป็นตำนานวีรบุรุษของชาติ เพกกี้นำหน่วยฮาวลิ่งคอมมาโดของกัปตันโรเจอร์เข้าทำลายฐานทัพย่อยต่างของไฮดร้าทั่วยุโรป

 

ปี 1948 – ปี 1950 ผู้พันฟิลิป,เพกกี้,และฮาเวิร์ด ร่วมกันก่อตั้งหน่วย “ชีลด์”  (S.H.I.E.L.D.) เพื่อทำหน้าที่ป้องกันการรุกรานจากสิ่งต่างๆที่คุกคามสหรัฐและโลก และยุบหน่วย SSR ลง ทั้งสิ่งของและฐานลับของ SSR จึงตกเป็นของชิลด์ด้วย

เพกกี้, ฮาเวิร์ด, ผู้พันฟิลิป (Cap 2 Winter Soldier)

 

ที่สหรัฐฯ ที่ตั้งหน่วยชิลด์ที่แรก คือฐานลับที่นิวยอร์ค ที่เดียวกันกับที่สร้างกัปตันอเมริกาในโปรเจครีเบิร์ธ หน่วยชีลด์ได้เชิญนักวิทยาศาสตร์ของไฮดร้าที่ถูกจับมาเป็นเชลยสงครามมาทำงานในโปรเจคเปปเปอร์คลิป รวมถึงดร.โซล่าด้วย ไฮดร้าจึงเติบโตขึ้นใหม่แบบลับๆในหน่วยชีลล์ ด้วยการนำของดร.โซล่านี่เอง..

ที่โซเวียต ดร.โซล่า ได้แอบกลับไปที่ไซบีเรียเพื่อทำการทดลองล้างสมองบัคกี้ต่อไป ในที่สุดไฮดร้ากับโปรเจควินเทอร์โซลเยอร์ ก็สร้างสุดยอดนักฆ่าคนแรกได้สำเร็จ บัคกี้จำอดีตไม่ได้ โดนสะกดจิตไว้ ทำตามคำสั่งผู้ควบคุม เชี่ยวชาญการต่อสู้และลอบฆ่า

ไฮดร้าแช่แข็งบัคกี้ไว้ เมื่อต้องการใช้งานจึงละลายน้ำแข็งออก ไฮดร้าให้บัคกี้สร้างความวุ่นวาย ลอบสังหาร ทำให้เกิดข้อขัดแย้งและสงครามในโลกมากมาย บัคกี้จึงกลายเป็นมือสังหารที่ดีที่สุดของไฮดร้า

บัคกี้กลายเป็นวินเทอร์โซลเยอร์โดยสมบูรณ์ (cap 2 Winter Soldier)

 

ปี 1955 ณ ห้วงอวกาศอันไกลโพ้น.. เด็กหนุ่มชาวเซนเทอเรี่ยนที่ชื่อ ยอนดู อูดอนต้า ถูกพ่อแม่นำไปขายเป็นเชลยศึกให้กับจักวรรดิครี ยอนดูต้องอยู่อย่างแร้นแค้นเป็นเชลยศึกเรื่อยมา

ณ ดาวไททัน กำลังเริ่มประสบปัญหาขาดแคลนทรัพยากรในการดำรงชีวิต ธานอส (Thanos) หนึ่งในนักรบแม่ทัพที่เก่งกาจของไททัน จึงเสนอให้สังหารประชากรไททันลงครึ่งหนึ่งแบบสุ่ม รวยจนมีสิทธิ์ตายหมด แทนการต่อสู้ห้ำหั่นกันเองที่จะเกิดขึ้นแน่ๆในอนาคต ทั้งดวงดาวไททัน หาว่าธานอสบ้า และไม่เชื่อธานอส

แต่สิ่งที่ธานอสคาดการไว้ ก็เป็นจริง ประชากรไททันเริ่มต่อสู้ฆ่าฟันทำสงครามกันเอง เกิดความขัดแย้งไปทุกชุมชนทั่วทั้งดวงดาว เพื่อแย่งชิงทรัพยากรที่น้อยลงไปทุกวัน อารยธรรมไททันแทบสูญสิ้น และชาวไททันก็เกือบสูญพันธุ์

วอร์ลอร์ด ธานอส ( Avenger 3)

 

ธานอส คือหนึ่งในชาวไททันที่รอดชีวิตจากความขัดแย้งนี้ ธานอสจึงฝังใจอย่างมาก ว่าจะต้องเกิดเหตุการณ์ในดวงดาวอื่นๆ เฉกเช่นเดียวกับที่เกิดบนดาวไททันของตนเองเป็นแน่แท้ ถ้าทั่วทุกอารยธรรมในจักรวาลยังคงขยายเผ่าพันธุ์ตนเองโดยไม่คิดจะควบคุมเช่นนี้ต่อไป ธานอสจึงเริ่มซ่องสุมกำลังพลที่มีแนวคิดรุนแรงไปทั่วจักรวาล เพื่อทำตามอุดมการณ์สุดโต่ง คือลดประชากรครึ่งหนึ่งทั้งจักรวาล..

 

ปี 1963 ที่โลก ฮาเวิร์ด สตาร์ค และ แอนทอน แวนโก้ นักฟิสิกซ์อันดับต้นๆในสตาร์คอินดรัสทรีส์ ซึ่งอพยพลี้ภัยมาจากรัซเซีย ก็ร่วมกันสร้างเตาปฏิกรณ์อาร์คขึ้นมาได้สำเร็จ กลายเป็นวิทยาการพลิกโลก

 

ปี 1967 ฮาเวิร์ดก็ไล่แอนทอนออก เพราะฮาเวิร์ดจับได้ว่า แอนทอนแอบขายความลับบริษัทสตาร์คอินดัสทรีส์ให้รัฐบาลรัสเซีย รัฐบาลสหรัฐฯจึงต้องเนรเทศไล่แอนทอนกลับรัสเซีย

 

ปี 1968 แอนทอนให้กำเนิดลูกชาย ไอแวน แวนโก้  แอนทอนเล่าให้ลูกชายฟังเสมอเรื่องที่ตนเองและฮาเวิร์ดร่วมกันคิดค้นเตาปฏิกรณ์อาร์ค แต่ตนเองกลับไม่เคยได้รับเครดิตหรือเงินทองชื่อเสียงเลย ไอแวนลูกชายแอนทอนจึงเจ็บแค้นครอบครัวสตาร์คมาก

หนังสือพิมพ์รายงานข่าวแอนทอนถูกเนรเทศ (Ironman 2)

 

ปี 1969 Howard Stark หนึ่งในสามผู้ก่อตั้ง S.H.I.E.L.D. ได้เชิญให้ Dr. Henry “Hank” Pym นักกีฎวิทยาหนุ่มชาวอเมริกัน และ นักวิทยาศาสตร์สาวที่ชื่อ Janet Van Dyne ภรรยาดร.พิม ให้มาเป็นนักวิทยาศาสตร์และที่ปรึกษากับชิลด์ พร้อมกับที่ฮาเวิร์ดสนับสนุนให้ด็อกเตอร์พิมกับเจเน็ตวิจัยงานทดลองของทั้งสองได้อย่างเต็มที่

ดร. แฮงค์ พิม (Ant-Man 1)

 

ด็อกเตอร์พิมนั้นสนใจเกี่ยวกับวิถีชีวิตและสังคมของสายพันธุ์มดทุกชนิดบนโลก จนกระทั่งด็อกเตอร์พิมมีความคิดริเริ่มที่จะผลิต Pym Paticle หรืออนุภาคพิมขึ้นมา เพื่อย่อส่วนทุกอย่างที่อนุภาคพิมเข้าไปควบคุมสิ่งนั้นรวมถึงสิ่งมีชีวิตให้เล็กเท่ากับมด

และด็อกเตอร์พิมยังคิดค้น “ชุด” ที่มีไว้บรรจุอานุภาคพิมเพื่อควบคุมการย่อส่วนให้ได้ตามความต้องการอีกด้วย ซึ่งเจเน็ตนั้นก็ช่วยงานสามีด้านค้นคว้าสูตรอานุภาคพิมและชุดมาโดยตลอด

เจเน็ต แวน ไดน์ (Ant-Man 2)

 

จนกระทั่งด็อกเตอร์พิมผลิตชุดได้สำเร็จ พร้อมๆกับอานุภาคพิมด้วย รวมถึง EMP Communication Device หรือเครื่องสื่อสารกับมด ซึ่งด็อกเตอร์พิมเรียกชุดของเค้าว่า ANT-MAN suit หรือชุดแอนท์-แมนนั่นเอง และด็อกเตอร์พิมกับเจเน็ตยังได้ผลิตชุดของเจเน็ตขึ้นมาด้วยเช่นกัน โดยเรียกชุดของเจเน็ตว่า WASP suit หรือชุดวอส์ป

ด็อกเตอร์พิมคิดว่าถ้าสูตรนี้ไปอยู่ในมือคนผิด ต้องเกิดหายนะกับโลกแน่นอน ด็อกเตอร์พิมจึงทดลองใส่ชุดแอนท์-แมนด้วยตนเอง และประสบความสำเร็จในการย่อส่วนขยายส่วนได้เป็นอย่างดี รวมถึงเจเน็ตก็สวมชุดวอส์ปย่อส่วนขยายส่วนสำเร็จด้วยดีเช่นกัน

ดร.พิมและเจเน็ตในชุดแอนท์แมนและวอส์ป (Ant-Man 1)

 

ซึ่งการที่ด็อกเตอร์พิมประดิษฐ์วิทยาการพลิกโลกนี้ได้สำเร็จ ทำให้ฮาเวิร์ดตื่นเต้นเป็นอย่างมาก และอยากได้สูตรอนุภาคพิมของด็อกเตอร์พิม แต่ด็อกเตอร์พิมยังไม่ไว้ใจให้ใครได้สูตรนี้ไป

ปี 1970 ฮาเวิร์ด สตาร์ค และภรรยา มาเรีย สตาร์ค ให้กำเนิดบุตรชายเพียงคนเดียวของทั้งสอง มาเรียและฮาเวิร์ดตั้งชื่อลูกชายของพวกเขาว่า Anthony Edward “TONY” Stark (โทนี่ สตาร์ค)

ปี 1972 ดร.โซล่าก็เสียชีวิตลงด้วยโรครุมเร้าหลายชนิด แต่ด้วยวิทยาการความรู้และเทคโนโลยีของชิลด์ จึงเก็บข้อมูลมันสมองความรู้ของดร.โซล่าไว้ในระบบคอมพิวเตอร์เซิฟเวอร์หลักของชิลด์ในฐานแรกที่นิวยอร์ค ด้วยว่าชิลด์เสียดายความรู้ความสารถของดร.โซล่านั่นเอง

แม้ร่างกายจะตายไป แต่ดร.โซล่าจึงกลับเป็นอมตะในระบบสมองกลแทน และนี่ก็เป็นอีกครั้งในการตัดสินใจผิดพลาดอย่างมหันต์ของชิลด์ ที่เก็บโซล่าไว้ในเซิฟเวอร์หลัก ดร.โซล่าร์จึงรวมรวบไฮดร้าซ่อนเร้นภายในชิลด์แบบลับๆได้ต่อไปเรื่อยๆ..

ดร.โซล่ากลายเป็นสมองกล (cap 2 Winter Soldier)

 

ปี 1974 งานสตาร์คเอ๊กโปว์ครั้งที่ 1 ก็เกิดขึ้นในปีนี้ และตั้งแต่ฮาเวิร์ดเข้ามาเป็นผู้ก่อตั้งหน่วยชิลด์ ฮาเวิร์ดก็ได้ทำการวิเคราะห์พลังงานแทซเซอแร๊คนานนับหลายสิบปี จนฮาเวิร์ดสามารถจำลองพลังงานแทซเซอแร๊คได้เป็นบางส่วน

แค่นี้ก็เพียงพอ ที่จะให้กำเนิดเป็นธาตุให้พลังงานตัวใหม่ แต่วิทยาการสมัยนั้นไม่เอื้ออำนวย ฮาเวิร์ดจึงซ่อนสูตรการสร้างธาตุตัวใหม่นี้ไว้ในผังโครงสร้างงานสตาร์คเอ๊กซ์โปว์ และอัดวีดีโอบอกใบ้ให้ลูกชาย โทนี่ สตาร์ค เอาไว้

ฮาเวิร์ดอัดวีดีโอให้โทนี่ดูในภายภาคหน้า (Ironman 2)

 

ณ กาแล็กซี่อันไกลโพ้น อีกฟากของจักรวาล เอเลี่ยนเผ่าพันธุ์สครัลล์ ที่มีความสามารถแปลงร่างได้  และเหลือประชากรเพียงน้อยนิด ได้ทำการแข็งข้อกับเอเลี่ยนเผ่าพันธุ์ครี จึงถูก โรแนน ขุนศึกชาวครี และหน่วยสตาร์ฟอร์ซของครี ไล่ล่าอย่างหนัก โรแนนทำลายดาวบ้านเกิดของสครัลล์ ทำให้สครัลล์ต้องหนีตายกระจัดกระจายไปทั่วกาแล็กซี่

โรแนน ผู้กล่าวโทษ (Captain Marvel)

 

แต่ชาวสครัลล์ก็สามารถต่อกรกับครีได้ไม่เพลี่ยงพล้ำง่ายๆ ชาวสครัลล์ต้องการเพียงบ้านใหม่ ชาวสครัลล์ส่วนนึงจึงแอบลี้ภัยมาอยู่บนดาวทอร์ฟ่า (Torfa) ซึ่งอยู่สุดเขตชายแดนจักรวรรดิครีอย่างเงียบๆ

ชาวสครัลล์ (Captain Marvel)

 

ปี 1975 ณ จักรวรรดิครี ยอนดูที่เป็นเชลยศึกของครีมายาวนาน 20 ปี ก็ได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยราเวเจอร์ นำโดยกัปตัน Stakar Ogord  (สตาคาร์ โอกอร์ด) แห่ง House of Ogord (ตระกูลโอกอร์ด) ซึ่งเป็นแคลนที่ใหญ่ที่สุดในราเวเจอร์ สตาคาร์ต้อนรับให้ยอนดูอยู่ในราเวเจอร์ดุจดั่งพี่น้อง

กัปตัน สตาร์คาร์ โอกอร์ด แห่งราเวเจอร์ (Guardians of the Galaxy Vol.2)

 

ยอนดู รักและเคารพสตาคาร์ดั่งพี่ชาย มีพี่น้องเป็นสลัดอวกาศมากมายในราเวเจอร์ จนกระทั่งยอนดูได้เลื่อนขึ้นชั้นมาเป็นกัปตันยาน Elector (แอคเลคเตอร์) แห่งราเวเจอร์ในที่สุด และหลังจากนั้น ทุกคนก็เริ่มแยกย้ายกันปล้น

อีโก้ ที่ต้องการมีลูกที่ได้พลังเซเลสเทียลของตน ได้ว่าจ้างให้ ยอนดู อูดอนต้า นำลูกๆของตนมาที่ดาวอีโก้ เพื่อทดสอบพลังเซเลสเทียล แต่ไม่เคยมีลูกคนไหนได้พลังนี้เลย อีโก้จึงสังหารลูกๆเหล่านั้น และฝังไว้ในโพรงใต้ดินดาวตนเอง

กัปตัน ยอนดู อูดอนต้า แห่งราเวเจอร์ (Guardians of the Galaxy Vol.2)

 

เมื่อสตาร์คาร์รู้เรื่องราวของยอนดู ที่ลักพาตัวเด็กไปส่งให้อีโก้ สตาร์คาร์จึงโกรธยอนดูมากที่ทำเรื่องแบบนั้นได้ลงคอ จึงประกาศตัดขาดยอนดูจากความเป็นพี่เป็นน้อง ทำให้ยอนดูเสียใจมาก

 

ที่โลก แครอล แดนเวอร์ส (Carol Danvers) สาวน้อยผู้มีจิตใจกล้าหาญ เริ่มเรียนรู้การขับเครื่องบิน และวางแผนอนาคตไว้ว่า เมื่อเติบโตขึ้น เธอจะต้องขับเครื่องบินรบให้กับกองทัพสหรัฐให้จงได้

แครอล แดนเวอร์ส (Captain Marvel)

 

ปี 1980 อีโก้ ดวงดาวที่มีชีวิต ตัดสินใจลงมาที่โลก บริเวณรัฐมิซซูรี่ และเพาะเมล็ดพันธุ์ส่วนนึงของร่างเทพตนเองไว้ในผืนแผ่นดินโลกด้วยเช่นกัน แต่การมาที่โลก อีโก้ก็พบรักกับสาวสวยมนุษย์โลกนามว่า เมเรอดิธ ควิลล์

ทั้งอีโก้และเมเรอดิธมีความสัมพันธ์กันลึกซึ้ง จนมีลูกชายด้วยกันที่ชื่อ “ปีเตอร์ ควิลล์” หลังจากนั้นอีโก้จึงเดินทางออกจากโลกมุ่งสู่ห้วงอวกาศที่ไกลแสนไกลข้ามกาแล็กซี่ไปยังดาวดวงอื่นๆต่อไป

อีโก้ และ เมเรอดิธ (Guardians of the Galaxy Vol. 2)

 

แต่อีโก้ ก็แอบกลับมาโลกโดยที่เมเรอดิธไม่รู้ เพื่อฝังมะเร็งไว้ในตัวเมเรอดิธ เพราะอีโก้เริ่มรักเมเรอดิธจริงๆ และนั่นจะทำให้แผนการอันยิ่งใหญ่ของตนไขว้เขว กำจัดเมเรอดิธทิ้งไปจะเป็นการดีกว่า

ที่ฐานชิลด์ ผู้พัน “นิค ฟิวรี่” ที่มีประวัติงานอันดีเยี่ยม ทั้งทักษะจากการรบที่เวียตนามในฐานะทหารกล้า และทักษะจากการจารกรรมในช่วงสงครามเย็นในฐานะซีไอเอ ฟิวรี่ก็ได้รับการติดต่อจากชิลด์ให้เข้าหน่วยชิลด์

ซึ่งขณะนั้นผู้นำหน่วยชิลด์ก็คือ อเล็กซานเดอร์ เพียซ (Alexander Pierce) และเพียซยังเป็นผู้นำสูงสุดของไฮดร้าหลังจากดร.โซล่าตายอีกด้วย

ฟิวรี่ และ เพียซ (cap 2 Winter Soldier)

 

ซึ่งตอนนั้น ชิลด์ยังไม่มีตำแหน่งผู้อำนวยการ เนื่องจากฟิลิป,เพกกี้,ฮาเวิร์ด ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งทั้งสามยังมีชีวิตอยู่กันครบ และโปรเจคพีกาซัสกำเนิดขึ้น ซึ่งโปรเจคนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง ชิลด์ และนาซ่า และกองทัพอากาศสหรัฐฯ

 

ด็อกเตอร์พิมมีเพื่อนนักวิทยาศาสตร์ในชิลด์ที่สนิทกัน 2 คน นั่นก็คือ ดร.บิล ฟอสเตอร์ และ ดร.เอไลแอส สตาร์ ซึ่งด็อกเตอร์พิมกับบิลสนิทสนมกันมาก ถึงขนาดร่วมด้วยช่วยกันทำโปรเจค (โกไลแอธ) ขึ้นมา

ซึ่งโกไลแอธ เป็นโปรเจคที่ทำให้ผู้สวมชุดโกไลแอธ สามารถขยายร่างให้ใหญ่ขึ้นได้ แต่ด็อกเตอร์พิมกับบิลก็มีความเห็นไม่ตรงกัน ทั้งสองจึงหมางเมินกันไป โปรเจคโกไลแอธจึงหยุดพัฒนานับตั้งแต่นั้น

ดร.บิล ฟอสเตอร์ (Ant-Man 2)

 

สองสามี-ภรรยานั้น ฝึกการใส่ชุดมหัศจรรย์นี้จนกระทั่งควบคุมชุดได้อย่างสมบูรณ์แบบ ชุดวอส์ปดั้งเดิมของเจเน็ตมีสีแดงเหมือนชุดแอนท์-แมน แต่พิเศษกว่าคือมีปีกบินได้ ซึ่งเจเน็ตและด็อกเตอร์พิมมีแผนที่จะสร้างชุดวอส์ปรุ่นอัพเกรดอีกตัวนึงด้วย แต่ยังอยู่ในขั้นทดลอง (ชุดสีทอง)

ชุดวอส์ป No.2 สีทอง (Ant-Man 1)

 

ปี 1987 ชิลด์ได้ข่าวจากสายลับของตนในยุโรป ว่าทหารไฮดร้าที่ยังหลงเหลืออยู่นั้น กำลังทำการทดลองลับๆกับมนุษย์อยู่ในเบอร์ลินตะวันออก

ฮาเวิร์ดหลังจากได้ทราบข่าว จึงเข้ามาพบกับด็อกเตอร์พิมเพื่อขอยืมชุดแอนท์-แมนให้ มิทต์ คาร์สัน ใส่ชุดไปบุกฐานไฮดร้าที่เบอร์ลิน ซึ่งมิทท์คือหัวหน้าหน่วยป้องกันมาตุภูมิของชิลด์ (มิทท์คือไฮดร้าในคราบชิลด์) แต่ด็อกเตอร์พิมไม่ให้ ทั้งสองจึงมีปากเสียงกันเล็กน้อย

มิท คาร์สัน (Ant-Man 1)

 

เพ็กกี้ คาร์เตอร์ เข้ามาห้ามอัจฉริยะทั้งคู่ และเพกกี้ก็ให้ฮาเวิร์ดออกไปคอยข้างนอกก่อน เธอจะเจรจากับด็อกเตอร์พิมเอง เพกกี้ทดสอบด็อกเตอร์พิม ด้วยการให้ด็อกเตอร์พิมใส่ชุดแอนท์-แมน และเพกกี้ก็ใช้ปืนจ่อยิงด็อกเตอร์พิมทันที แต่ด็อกเตอร์พิมก็ย่อส่วนหลบกระสุนได้อย่างรวดเร็ว

เพกกี้จึงไปคุยกับฮาเวิร์ดให้ด็อกเตอร์พิมไปลุยเบอร์ลินด้วยตนเอง ถึงแม้ฮาเวิร์ดจะไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะด็อกเตอร์พิมเป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่ก็ไม่มีใครในหน่วยชิลด์ใส่ชุดแอนท์-แมนได้ ฮาเวิร์ดจึงยอมรับกับการตัดสินใจของเพกกี้เรื่องให้ด็อกเตอร์พิมลุยเบอร์ลิน

เพกกี้ คาร์เตอร์ 1 ใน 3 ผู้ก่อตั้งชิลด์  (Ant-Man 1)

 

เมื่อด็อกเตอร์พิมบุกฐานไฮดร้าที่เบอร์ลินตะวันออก ด็อกเตอร์พิมจึงรู้ว่าไฮดร้าทำการทดลองล้างสมองมนุษย์นั่นเอง(เหมือนบัคกี้) ที่สุดแล้วด็อกเตอร์พิมกับชุดแอนท์-แมนของเค้าก็ปฎิบัติภารกิจทำลายฐานนี้และช่วยผู้ทดลองได้สำเร็จ

ตั้งแต่นั้นมา เพกกี้ก็ให้ความสำคัญกับด็อกเตอร์พิมและผลักดันเพื่อบรรจุให้เป็นสายลับพิเศษทันที ฮาเวิร์ดก็ไม่คัดค้านเพกกี้ แต่ฮาเวิร์ดก็ยังไม่ล้มเลิกความคิดอยากได้สูตรอานุภาคพิมอันนี้อยู่ดี

ฮาเวิร์ด สตาร์ค 1 ใน 3 ผู้ก่อตั้งชิลด์ (Ant-Man 1)

 

ชิลด์ได้รับข่าวกรองจากสายลับในยุโรปว่า กลุ่มแบ่งแยกดินแดนของรัสเซีย ขโมยจรวดนิวเคลียร์ไปจากกองทัพรัสเซีย และยิงมาที่สหรัฐ เพื่อหวังให้ทั้งสองประเทศมหาอำนาจทำสงครามกันเอง ชิลด์จึงส่งแอนท์-แมนหรือด็อกเตอร์พิมไปยับยั้งจรวดนิวเคลียร์ทันที เจเน็ตขอด็อกเตอร์พิมไปปฎิบัติภารกิจนี้ด้วย ด็อกเตอร์พิมขัดใจเจเน็ตไม่ได้ จึงยอมให้เจเน็ตใส่ชุดวอส์ปไปลุยภารกิจด้วยกัน

ด็อกเตอร์พิมและเจเน็ตขึ้นไปบนจรวดนิวเคลียร์ และด็อกเตอร์พิมก็พยายามเจาะจรวด แต่เจาะยังไงก็ไม่เข้าเพราะทำจากไทเทเนียม จรวดนิวเคลียร์ก็กำลังจะถึงชายฝั่งอเมริกาในอีกไม่กี่อึดใจ

แอนท์แมนและวอส์ปพยายามเจาะหัวรบ (Ant-Man 1)

 

เจเน็ตจึงตัดสินใจปิดตัวควบคุมสเถียรและย่อส่วนจนเล็กกว่ามด เล็กกว่าอะตอม เพื่อแทรกโมเลกุลของจรวดเข้าไปทำลายวงจรข้างใน และเจเน็ตก็ทำสำเร็จ จรวดตกลงนอกชายฝั่งอเมริกาโดยไม่ระเบิด แต่เจเน็ตก็หายสาปสูญไปเลยนับตั้งแต่บัดนั้น

ด็อกเตอร์พิมนั้นเศร้าโศกเสียใจกับการหายสาปสูญไปของเจเน็ตภรรยาสุดที่รัก และเริ่มหมกมุ่นกับการค้นหาความเป็นไปได้ที่เจเน็ตหายไป จนทำให้ด็อกเตอร์พิมละเลยโฮปลูกสาววัย 10 ขวบของตนเอง

โฮป แวน ไดน์  (Ant-Man 2)

 

โฮปนั้นสูญเสียทั้งแม่ แถมพ่อยังห่างเหินไปอีก ทำให้โฮปเคว้งคว้างตั้งแต่เด็ก โดยที่ด็อกเตอร์พิมเก็บชุดวอส์ปสีทองของเจเน็ตเอาไว้ และไม่พัฒนาชุดวอส์ปสีทองอีกเลย

 

ปี 1988 ด็อกเตอร์พิมค้าหาทฤษฏีต่างๆ จนกระทั่งด็อกเตอร์พิมคิดทฤษฏีที่เรียกว่า Quantum Realm หรือมิติควอนตัมขึ้นมา และศึกษาทุกๆอย่างเกี่ยวกับมิติควอนตัม เพราะด็อกเตอร์พิมหวังว่าเจเน็ตจะยังคงอยู่ในมิตินั้น

มิติควอนตัม (Ant-Man 2)

 

โดยในระหว่างนี้ด็อกเตอร์พิมก็ยังทำงานสายลับพิเศษบุกลุยผู้ก่อการร้ายต่างๆในทวีปยุโรปให้ชิลด์เช่นเดิม (มีครั้งนึงด็อกเตอร์พิมบุกเทนริงส์ด้วย) พร้อมๆกับภายในชิลด์นั้น ฮาเวิร์ดก็พยายามลอกเลียนสูตรอานุภาคพิมตลอดเวลา

แฮงค์พยายามจะช่วยเจเน็ตกลับมา จึงคิดค้นการสร้างอุโมงค์ควอนตัมขึ้น แต่แบบแปลนการสร้างอุโมงค์ควอนตัม กลับโดนเพื่อนคือเอไลแอสขโมยไปแอบสร้างแบบลับๆในบ้านตนเอง

เอไลแอสไม่สามารถควบคุมให้อุโมงค์ควอนตัมมีความเสถียรได้ จึงทำให้เกิดการระเบิดขึ้น เอไลแอสและภรรยาตายในทันที หากแต่ลูกสาว เอวา สตาร์ กลับรอดชีวิต

ดร.เอไลแอส สตาร์ (Ant-Man 2)

 

แต่การรอดชีวิตของเอวา ก็แลกมาด้วยการถูกรังสีควอนตัมทำปฏิกิริยากับร่างกาย ทำให้ร่างเอวาสามารถแยกเซลและประกอบรวมกันใหม่ได้ อนุภาคร่างกายไม่เสถียร เอวาจึงสามารถแทรกผ่านวัตถุใดๆก็ได้เหมือนผี เอวาจึงถูกหน่วยชิลด์นำไปฝึกฝนตั้งแต่เด็ก เพื่อเป็นสายลับ

เอวา สตาร์ (Ant-Man 2)

 

ชิลด์เริ่มปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรใหม่ เพราะว่าการขยายฐานลับไปทั่วโลก ทำให้องค์กรใหญ่ขึ้น ชิลด์จึงต้องเชิญสภาความมั่นคงโลกมาเป็นที่ปรึกษา โดยผู้นำในประเทศมหาอำนาจทั้งหลายคือสมาชิกสภาความมั่นคงโลก และผู้ก่อตั้งทั้งสามรวมถึงสภาความมั่นคงโลกทั้งหมดเห็นชอบและแต่งตั้งให้ อเล็กซานเดอร์ เพียซ เป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงโลกเพื่อประสานงานสภากับกับชิลด์

เมเรอดิธ ควิลล์ หญิงสาวผู้หลงรักเสียงเพลง หล่อหลอมให้ปีเตอร์ลูกของตน เติบโตมาโดยรักเสียงเพลงเฉกเช่นตนเอง เมเรอดิธมักเรียกปีเตอร์ว่า สตาร์ลอร์ด เพื่อระลึกว่าปีเตอร์คือลูกของอีโก้

เมเรอดิธ และ ปีเตอร์ หรือ สตาร์ลอร์ด (Guardians of the Galaxy Vol. 2)

 

 

ปี 1988 อีโก้ ทำการว่าจ้าง ยอนดู อูดอนต้า ให้เดินทางไปที่โลก และลักพาตัว ปีเตอร์ ควิลล์ ผู้เป็นลูกชายมาหาตน เพื่อทดสอบพลังเซเลสเทียล ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ เมอราดิธ ควิลล์ กำลังจะเสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งที่อีโก้ฝังไว้

ที่โรงพยาบาลประจำรัฐมิซซูรี่ อเมริกา ในขณะที่เมราดิธเพิ่งสิ้นใจ ยอนดูก็มาลักพาตัวปีเตอร์ไปจากหน้าโรงพยาบาล แต่ยอนดูไม่ยอมไปส่งตัวปีเตอร์ให้อีโก้ เพราะรู้ว่าชะตากรรมปีเตอร์จะเป็นเช่นไร

ที่แคลนราเวเจอร์ของยอนดู ยอนดู ตัดสินใจเลี้ยงดูปีเตอร์เอง สอนปีเตอร์ในวิชาโจร จนเติบโตกลายเป็นโจรผู้เก่งกาจ มีฉายาว่า  Star-Lord  (สตาร์ลอร์ด ชื่อนี้ปีเตอร์ตั้งให้ตนเอง เพราะแม่ของปีเตอร์มักเรียกปีเตอร์ว่าสตาร์ลอร์ด)

ยอนดูสอนปีเตอร์ใช้อาวุธ (Guardians of the Galaxy Vol. 2)

 

ทีดาวเซน-ฮูแบรี  ธานอสนำกองทัพชิทอรี่และลูกบุญธรรมกลุ่ม “แบล็คออร์เดอร์” ของตนถล่มทั้งดวงดาว เข่นฆ่าชาวเซโฮเบอรัยไปแทบสิ้นสูญ แต่ธานอสไว้ชีวิตสาวน้อยนามว่า กาโมร่า ไว้หนึ่งคน และนำกาโมร่ามาชุบเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรมอีกคน เริ่มผ่าตัดเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมให้กาโมร่าแข็งแกร่งขึ้น และเริ่มฝึกสอนให้เป็นนักฆ่า

ธานอสกับกาโมร่า ( Avenger 3)

 

ซึ่งกองทัพชิทอรี่ของธานอส คือกองทัพชีวพันธุกรรมที่มีอายุช่วงสั้นๆ ผลิตออกมาตามความต้องการเพื่อสู้รบโดยเฉพาะ ชิทอรี่มีผู้นำคือ ดิออทเธอร์ ( The Other) ผู้ดูแลเก็บรักษา Scepter หรือ คฑา ไว้ให้ธานอส ซึ่งยอดคฑานี้ มีมายด์สโตนบรรจุซ่อนอยู่ภายในอีกที

(Infinity Stone ชิ้นที่ 6 Scepter คือ Mind Stone)

 

ปี 1989 ที่ไทรสเคลเลี่ยน วอชิงตันดีซี ฐานบัญชาการสูงสุดของชิลด์ที่เปิดเผยต่อสาธารณะชนเพียงฐานเดียว (ฐานอื่นๆลับหมด) ฟางเส้นสุดท้ายของด็อกเตอร์พิมก็ขาดสะบั้นลง เมื่อด็อกเตอร์พิมจับได้ว่าฮาเวิร์ดพยายามลอกเลียนสูตรอานุภาคพิมของตนเอง

มิทท์ คาร์สัน หัวหน้าฝ่ายปกป้องมาตุภูมิและสายลับไฮดร้า ก็พูดจายั่วยุสะกิดแผลใจเรื่องที่ด็อกเตอร์พิมปกป้องเจเน็ตไม่ได้ ทำให้มิทท์โดนด็อกเตอร์พิมต่อยปากแตกไปเลย เพกกี้ห้ามไม่ทัน ฮาเวิร์ดก็ไม่ห้าม เพราะมิทท์ปากเสียเอง

เพกกี้ห้ามแฮงค์ไม่ให้ต่อยมิทท์ (Ant-Man 1)

 

ด็อกเตอร์พิมจึงลาออกจากชิลด์ต่อหน้าฮาเวิร์ด/เพกกี้/และมิทท์ โดยที่ฮาเวิร์ดก็ปล่อยด็อกเตอร์พิมไป เพราะรู้ว่าด็อกเตอร์พิมเป็นคนดี คงไม่ปล่อยให้ใครได้สูตรอานุภาคพิมไปแน่นอน

ด็อกเตอร์พิม จึงนำชุดแอนท์-แมนและอนุภาคพิมออกมาจากชิลด์กับตนเองด้วย โดยไม่โดนชิลด์ขัดขวาง หลังจากนั้นด็อกเตอร์พิมก็มาจัดตั้งบริษัท พิม เทคโนโลยี (Pym technologies)

 

ที่โปรเจคพีกาซัส Mar-Vell (มาร์-เวลล์) นักวิทยาศาสตร์หญิงชาวครี ที่ลงมาโลกแฝงตัวในโปรเจคพีกาซัสมาได้หลายปี โดยใช้ชื่อว่า Dr.Wendy Lawson (ดร.ลอว์สัน) มาร์-เวลล์นำพาสัตว์ต่างดาวเผ่าพันธุ์ Flerken นามว่า กู๊ส มาช่วยงานด้วย ซึ่งกู๊สมีลักษณะภายนอกเหมือนแมวธรรมดา และมาร์-เวลล์ก็เริ่มล่วงรู้ว่า แท้จริงแล้วครีกำลังไล่ล่าชาวสครัลล์

มาร์-เวลล์ หรือ ดร.ลอว์สัน (Captain Marvel)

 

มาร์-เวลล์ หรือ ดร.ลอว์สัน เป็นครีฝ่ายคิดดี จึงแอบนำแทซเซอแรคออกมาจากชิลด์ และนำไปไว้ในแลปฯลับของตนที่ลอยลำอยู่รอบๆนอกบรรยากาศโลก มาร์-เวลล์หวังจะใชัพลังคอสมิคที่สกัดจากจากแทซเซอแรคสร้างเครื่องย้ายมวลสารเพื่อช่วยชีวิตชาวสครัลล์ที่เหลือเพียงน้อยนิด

 

แครอล แดนเวอร์ส ที่เติบโตมาเป็นหญิงแกร่ง และสมัครเข้ากองทัพอากาศของสหรัฐฯ เพื่อเริ่มฝึกฝนเป็นนักบินดังที่ตนเองมุ่งหวังมาตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งเรียนจบหลักสูตรของกองทัพ และได้ติดยศเป็นนักบินให้กองทัพได้สมใจ

แครอล แดนเวอร์ และ มาเรีย แลมบัวร์ สองสาวนักบินหญิงของกองทัพอากาศสหรัฐฯ สนิทสนมกับดร.ลอว์สันมาก และทั้งสองหวังไว้ว่า จะได้ออกบินทำภารกิจลับของดร.ลอว์สันในภายภาคหน้า

มาเรียและแครอล (Captain Marvel)

 

แต่ทว่า Yon-Rogg หัวหน้าหน่วยสตาร์ฟอร์ซของครี ล่วงรู้ถึงภารกิจของมาร์-เวลล์ ยอนร็อกก์จึงรีบรุดมาที่โลกเพื่อช่วงชิงเครื่องย้ายมวลสารที่มาร์-เวลล์ผลิตขึ้นจากพลังงานแทซเซอแรค

มาร์-เวลล์รู้ว่ายอนร็อกก์กำลังมาโลก มาร์-เวลล์กำลังจะนำเครื่องบินที่บรรทุกเครื่องย้ายมวลสารออกไปพาชาวสครัลล์บนแลปลับหนี แครอลจึงอาสาขับเครื่องบินให้มาร์-เวลล์หรือดร.ลอว์สันเมื่อรู้ว่าเป็นภารกิจช่วยชีวิต ซึ่งก็หนีไม่รอด เครื่องบินของทั้งสองโดนยอนร็อกก์ยิงร่วงลงพื้นโลก

ยอนร็อกก์ หัวหน้าหน่วยสตาร์ฟอร์ซ (Captain Marvel)

 

มาร์-เวลล์โดนยอนร็อกก์ยิงบาดเจ็บใกล้ตาย จึงบอกความจริงกับแครอลว่าเธอคือชาวครี และเธอจะต้องทำลายเครื่องย้ายมวลสารบนเครื่องบินก่อนยอนร็อกก์จะได้ไป

แครอล จึงยิงเครื่องย้ายมวลสารทิ้งเองกับมือ ผลทำให้รังสีคอสมิคของเครื่องย้ายมวลสารอาบร่างของแครอล บวกกับ DNA ของมาร์-เวลล์ที่หลอมละลายจากร่างมาผสานเข้ากับตัวแครอลอีกชั้น แครอลจึงมีพลังเหนือมนุษย์

แครอล ได้รับพลังคอสมิคของอินฟินิตี้สโตนและดีเอ็นเอมาร์-เวลล์ไปเต็มๆ (Captain Marvel)

 

ที่ดาวฮาล่า ยอนร็อกก์จึงจับตัวแครอลกลับไปดาวฮาล่าบ้านเกิดครี Supreme Intelligence (ซูพรีม อินเทเลเจ้นท์) มันสมองกลอัจฉริยะของครีล้างสมองแครอล ถ่ายเลือดชาวครีของยอนร็อกก์ให้แครอล ตอนนี้แครอลจึงกลายเป็นชาวครีที่ไฮบริด และมีพลังคอสมิคที่สกัดจากแทซเซอแรค แครอลไม่ใช่มนุษย์แล้วในตอนนี้

ซูพรีม อินเทเลเจ้นท์ กดพลังแครอลให้ใช้ได้แค่หมัดเพลิง สอนแครอลให้เข้าถึงวิถีการควบคุมพลังคอสมิคในตัวเอง ด้านยอนร๊อกก์ก็สอนการต่อสู้ให้ แครอลจึงกลายเป็นหนึ่งในหน่วยสตาร์ฟอร์ซของครีนับตั้งแต่บัดนั้น (ซูพรีม อินเทเลเจ้นท์ สร้างหน้าตาให้เหมือนดร.ลอว์สันที่แครอลเคารพ)

โครอธซ้ายสุด หนึ่งในหน่วยสตาร์ฟอร์ซ (Captain Marvel)

 

ปี 1991 ที่โลก บริเวณ ไซบีเรีย สหภาพโซเวียต ผู้พันคาพอฟผู้ดูแลโปรเจควินเทอร์โซลเยอร์คนล่าสุด ก็ปลุกบัคกี้ขึ้นมาจากการแช่แข็งอีกครั้ง เพื่อให้บัคกี้ปฎิบัติภารกิจสำคัญยิ่ง นั่นคือการลอบสังหารหนึ่งในผู้ก่อตั้งหน่วยชิลด์..

ผู้พันคาพอพอ่านชุดรหัสคำสั่ง เพื่อสะกดจิตบัคกี้ (Cap 3 Civil War)

 

ฮาเวิร์ด สตาร์ค ได้คิดค้นเซรุ่มสูตรยาจอมพลังได้คล้ายกับของแคปสำเร็จจนได้ แต่ขณะที่ฮาเวิร์ดและมาเรียกำลังจะขับรถเดินทางไปสนามบินนั้น ก็เกิดเรื่องร้ายขึ้น

ระหว่างเดินทาง สองสามีภรรยาตระกูลสตาร์ค ก็โดนบัคกี้หรือวินเทอร์โซลเยอร์ตามมาสังหารอย่างเหี้ยมโหด บัคกี้เอาเซรุ่มจอมพลัง 5 ถุงไปจากท้ายรถฮาเวิร์ด และจัดฉากว่านี่คืออุบัติเหตุทางรถยนต์

ฮาเวิร์คโดนบัคกี้ใช้แขนเหล็กทุบหน้าจนตาย (Cap 3 Civil War)

 

หลังจากนั้นบัคกี้ก็นำเซรุ่มกลับไปให้ผู้พันคาพอฟที่ไซบีเรีย และกำเนิดวินเทอร์โซลเยอร์ใหม่ขึ้นมาอีก 5 คนจากสูตรเซรุ่มของฮาเวิร์ด ก่อนที่ผู้พันคาพอฟจะแช่แข็งวินเทอร์โซลเยอร์ทั้ง 6 ไว้อีกครั้ง..

ซึ่งในขณะนั้น “โทนี่ สตาร์ค” มีอายุ 20 กว่าปี โทนี่จึงกลายเป็นเจ้าของบริษัทสตาร์ค อินดัสทรีส์ โดยอัตโนมัติจากพินัยกรรมทายาท แต่โทนี่ยังไม่รับตำแหน่งเต็มตัว

โทนี่ สตาร์ค (Cap 3 Civil War)

 

โอบาเดอา สเตน ผู้เป็นเพื่อนฮาเวิร์ดและหนึ่งในบอร์ดบริหาร จึงดูแลบริษัทให้ชั่วคราว หลังจากทำใจได้ โทนี่ สตาร์ค ก็เข้ามาบริหารบริษัทสตาร์คอินดรัสทรีส์เต็มตัวต่อจากโอบาเดอา

 

ที่อเมริกา เอ็น’โจบู น้องชายของกษัตริย์ที’ชาก้าแห่งวากานด้า ได้รับภารกิจของหนวยสายลับวอด็อกแห่งวากานด้าไปอเมริกา เพื่อช่วยเหลือคนผิวดำที่ถูกเอาเปรียบ ทำให้เอ็น’โจบูเริ่มมีความคิดจะนำเอาความรู้ความสามารถของวากานด้าออกไปช่วยเหลือผู้คนผิวดำทั่วโลก แต่ทำไม่ได้เพราะวากานด้าเป็นประเทศปิดมายาวนาน

เอ็น’โจบู เชื้อสายเผ่าโกลเด้นแห่งวากานด้า (Black Panther 1)

 

ปี 1992 ที่วากานด้า เอ็น’โจบู จึงร่วมมือกับ ยูไลซีส คลอว์ พ่อค้าของเถื่อนชื่อดังของโลก ทำการปล้นแร่ไวเบรเนียมออกมาเกือบสองตัน เหตุการณ์นี้ทำให้หัวหน้าเผ่าพรมแดนเสียชีวิตด้วย แม้ว่าคลอว์จะถูกจับตีตราทำโทษขั้นสูง แต่คลอว์ก็หนีออกมาจนได้

รอยสักบนคอวของคลอว์ ภาษาแอฟริกาท้องถิ่น แปลว่า หัวขโมย (Black Panther 1)

 

ซูรี หน่วยสายลับวอร์ด็อกแห่งวากานด้า ซึ่งแฝงตัวมาเป็นคนสนิทของเอ็น’โจบู จึงรีบรายงานที’ชาก้าหัวหน้าเผ่าโกลเด้น  ซึ่งคือแบล็คแพนเธอร์และกษัตริย์แห่งวากานด้า ว่าเอ็น’โจบูน้องชายของที’ชาก้าคือผู้อยู่เบื้องหลังการขโมยแร่ไวเบรเนียม

ที่เมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ที’ชาก้าจึงมาหาน้องชาย และเกิดอุบัติเหตุ ที’ชาก้าพลั้งมือสังหารเอ็น’โจบูน้องชายของตนเพื่อปกป้องซูรี ที’ชาก้ารีบกลับวากานด้า และทิ้งศพน้องไว้เช่นนั้น

ที’ชาก้า และ ซูรี (Black Panther 1)

 

เอ็น’จาดาก้า ลูกชายของเอ็น’โจบู เห็นเพียงยานบินล้ำสมัยที่มีเทคโนโลยีล่องหนบินออกไปจากอพาร์ทเม้นท์ตน เอ็น’จาดาก้ารีบขึ้นไปบนห้อง พบเพียงศพพ่อที่มีกรงเล็บแบล็คแพนเธอร์อยู่บนหน้าอก

เอ็น’จาดาก้าได้รับรู้ข้อมูลวากานด้ามาพอสมควรแล้วก่อนพ่อตาย แถมยังมีสัญลักษณ์ชาววากานด้าใต้ปากล่างด้านล่าง หลังจากพ่อตาย เอ็น’จาดาก้าจึงศึกษาข้อมูลของวากานด้าเพิ่มเติมจากบันทึกพ่อ และจากประวัติศาสตร์โลก เพื่อรอวันกลับไปล้างแค้นให้พ่อของตน

เอ็น’จาดาก้า หลานของกษัตริย์ที’ชาก้า (Black Panther 1)

 

 

ปี 1995 ที่ดาวฮาล่า จักรวรรดิครี ผ่านมา ุ6 ปี ที่แครอลกลายเป็นเครื่องจักรสงครามทำงานให้สตาร์ฟอร์ซของครี แครอลและทีมก็ได้รับภารกิจบนดวงดาวทอร์ฟ่า สุดเขตพรมแดนของครี  เพื่อช่วยชีวิตชาวครีที่ติดอยู่บนดาว ซึ่งมีชาวสครัลล์แปลงร่างเป็นชนพื้นเมืองยุบยับไปหมดบนดาวนี้

ศึกบนดาวทอร์ฟ่า (Captain Marvel)

 

ทีมสตาร์ฟอร์ซจึงโดนชาวสครัลล์ซุ่มโจมตี แครอลโดน Talos (ทาลอส) ผู้นำชาวสครัลล์จับตัวไปได้สำเร็จ ทาลอสเจาะเข้าไปในความทรงจำของแครอล เพื่อค้นหาพิกัดของดร.ลอว์สัน (ทาลอสรู้ว่าลอว์สันอยู่ฝ่ายตน) ทาลอสจึงตั้งพิกัดยานแม่ชาวสครัลล์บินไปที่โลกทันที

แครอลโดนสครัลล์เจาะความทรงจำ (Captain Marvel)

 

แต่แครอลเริ่มได้สติและดิ้นหลุดออกมาได้ ซึ่งความทรงจำครั้งเป็นมนุษย์ธรรมดาก็เริ่มกลับมาเช่นกัน และแครอลก็หนีออกมาขึ้นยานชูชีพและตกลงไปบนโลก

เมื่อแครอลได้สติ เธอจึงพบว่าเธออยู่บนโลก ดาวที่ชาวสครัลล์ตั้งเป้าหมายมาตามหาดร.ลอว์สันนั่นเอง แครอลจึงเร่งรีบสื่อสารไปบอกยอนร็อกก์ให้รีบมาที่โลกโดยด่วน ก่อนที่สครัลล์จะพบเครื่องย้ายมวลสารและดร.ลอว์สัน ซึ่งแครอลจำไม่ได้ว่าดร.ลอว์สันตายไปแล้วเมื่อ 6 ปีก่อน และเครื่องย้ายมวลสารก็ระเบิดไปแล้วเช่นกัน

แครอลกลับมาบนโลกอีกครั้ง (Captain Marvel)

 

จบบทที่ 1

 

อ่านบทที่ 2 ต่อที่ลิ้งค์ข้างล่าง

 

>>บทที่ 2 (รวมทีมอเวนเจอร์ส)<<

 

สวัสดีครับ

_/\_

ผู้เขียน หลวงจีนหอไตร

Hello! Every one. จุดเริ่มต้นงานเขียนของผมก็คือ ผมเป็นนักอ่านก่อนครับ และที่ผ่านมาผมก็หาอ่านงานเขียนแนวสรุปภาพยนตร์ยากเย็นเหลือเกิน ผมจึงเริ่มเขียนบทความเองและสร้างเว็บไซต์เองซะเลย

ดูโพสท์ทั้งหมด

Tags: